1.4.13

Roadtrip Report ทริปหนีลูกไปเที่ยว 1,000 กิโลเมตร 4 ประเทศ 5 วัน 4 คืน ตอน 2 เมือง Rovinj ประเทศ Croatia


ทิ้งช่วงจากตอนที่ 1 มาซักพัก  มาต่อตอนที่ 2 ของการเดินทางของเรา Roadtrip report ทริปหนีลูกไปเที่ยว 1,000 กิโลเมตร 4 ประเทศ 5 วัน 4 คืน กันค่ะ

ตอนที่แล้วต้าร์และเพื่อนสาว พาไปเที่ยวเมือง Piran ประเทศ Slovenia ตอนนี้เราจะพามาข้ามพรมแดนจากสโลวีเนียไปยังประเทศโครเอเชีย เพื่อเที่ยวเมือง Rovinj (อ่าน โรวินซ์) และเมือง Pula (อ่าน พูล่า) ในคาบสมุทรอิสเทรีย Istria  ที่มีชื่อเสียงของประเทศโครเอเชีย 

ภาพเมือง Rovinj  ประเทศโครเอเชีย ถ่ายเมื่อ 15 มีนาคม 2013 ตอนราวๆ บ่ายสามโมง


เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจได้ง่ายว่า 2 เมืองที่ว่านี้อยู่ตรงไหน ต้าร์ได้เคยเขียนเกี่ยวกับ 2 เมืองนี้ไว้ที่นี่ 

จริงๆ ตอนที่ 2  นี้ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Roadtrip  1,000 กิโลเมตร 5 วัน 4 คืน 4 ประเทศ เมือง Piran ตอนก่อนหน้านั้นเป็นทริปไปเช้าบ่ายกลับจากเมือง Trieste เพราะว่าอยู่ใกล้มาก 30 กว่ากิโลเมตรเท่านั้นเอง ท้าวความจากตอนที่แล้ว เมื่อเรากลับจากเที่ยวเมือง Piran วันต่อมาเราก็แพคกระเป๋าเตรียมออกเที่ยวกับต่อ ดูแผนที่การเดินทางกันอีกที ที่โพสที่แล้วเที่ยวเมือง Piran นะคะ http://blueseatrieste.blogspot.it/2013/03/road-trip-report-1-piran.html จากแผนที่เริ่มจากเมือง Trieste(Italy) เราจะไปกันยังจุด C เมือง Rovinj และจุด D เมือง Pula (Croatia) ที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่เราจะไปนอนค้างคืนนี้กัน 

 


15.03.2013 ก่อนจะไปเที่ยว  ต้าร์ก็ต้องเอาลูกชายเจ้าราฟาเอลไปทิ้งก่อน ทิ้งไว้ที่โรงเรียนตั้งแต่ 8โมงครึ่ง  ร่ำลากับลูกบอกว่าเดี๋ยวหม่าม๊าจะหายหัวหายตัวไปเที่ยวซัก 5 วันนะ ราฟาเอลเป็นเด็กดีกับปาป๊ากับปู่ย่าไม่ดื้อไม่ซนนะลูก อย่าลืมแปรงฟันให้สะอาดก่อนนอน  อย่ากินช็อคโคแลตเยอะไปมันไม่ดี  นอนน่าอุ้มราฟาเอลไม่ได้นะเดี๋ยวคุณย่าแขนหัก  เพราะหนูตัวหนักตั้ง 20 กิโลแน่ะ   ตอนนอนก็อย่าดิ้นเยอะเอาขาไปพาดหัวนอนน่า   หม่าม๊าพูดไปก็กอดก็จูบก็หอมแก้มราฟาเอลไปด้วย   ยังไม่ทันได้ออกเดินทางเลย คิดถึงลูกซะแล้วซิฉัน  ฮือๆๆๆๆๆ   ราฟาเอลโดนกอดมากก็รำคาญ พยายามขืนตัวดิ้นให้หลุดจากหม่าม๊า บอกหม่าม๊ากอดแน่นไป ไปได้แล้วครับ แล้วอย่าลืมซื้อของขวัญให้ราฟาเอลด้วยนะ  พูดจบก็จุ๊บหม่าม๊า 1 ที  ก่อนวิ่งจู๊ดตามเพื่อนเข้าห้องเรียนไปเลย  คุณครูมองอยู่ก็ยิ้มๆ แล้วพูดว่า Buon Viaggio 


หน้าตาราฟาเอลที่โดนแม่ทิ้งหนีไปเที่ยว


ทิ้งลูกเสร็จแล้ว  ก็ต้องจัดแจงนัดแนะกับคุณย่าของราฟาเอลที่จะเดินทางมาจากอีกเมืองนึงให้ไปรับราฟาเอลที่โรงเรียนตอนบ่าย จัดข้าวจัดของลูกเตรียมไว้ให้เค้า  ทำโน่นทำนี่  กว่าจะออกเดินทางกันจริงๆ ก็ปาเข้าไป11 โมงกว่าแน่ะ พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลย  

เราใช้เส้นทางเดิมแบบเมื่อวาน แต่ขับรถเลยผ่านเมือง Piran ไปเข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศโครเอเชีย ตอนข้ามพรมแดนอิตาลี สโลวีเนียนั้น ไม่มีด่านตรวจเพราะว่าประเทศสโลวีเนีย รวมอยู่ในประเทศเชงเก้นแล้ว แต่ว่าด่านของโครเอเชียยังมีด่านอยู่ค่ะ เพราะโครเอเชียยังไม่ได้เข้าเชงเก้น ถึงแม้ว่าจะเข้า EU วันที่ 1 กค. 2013 นี้แล้วก็ตาม แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ ถ้าเพื่อนๆ มีวีซ่าเชงเก้นแบบ C multiple เค้าอนุญาตให้ไปเที่ยวโครเอเชียได้ค่ะ ไม่ต้องทำวีซ่าของโครเอเชียเพิ่มแต่อย่างใด  แต่ใครจะทำวีซ่ามาเที่ยวโครเอเชียอย่างเดียวก็ได้ แต่วีซ่าโครเอเชียเอามาใช้เที่ยวประเทศใกล้เคียงอย่างอิตาลี ออสเตรีย สโลวีเนีย และประเทศอื่นๆ ไม่ได้ค่ะ  ระหว่างทางก่อนที่จะข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศนี้ เราก็ได้ขับรถผ่านดินแดนที่มีปัญหาการแบ่งพรมแดนระหว่างสองประเทศ(land border dispute) นี้  ถ้าใครได้เคยติดตามข่าวเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อน การล่มสลายของยูโกสลาเวีย(Breakup of Yugoslavia)แตกเป็นประเทศหลายๆ ประเทศ สโลวีเนีย และโครเอเชียก็ เป็นสองประเทศใหม่ที่แยกออกมา  ที่นี้ตอนที่เค้าแบ่งดินแดนกันมันก็มีดินแดนส่วนหนึ่งที่มันแบ่งไม่ลงตัว   ได้แก่ดินแดนลุ่มแม่น้ำ Dragonja ที่มีทางออกทะเลที่อ่าว Piran รวมไปถึงเขตครอบครองน่านน้ำ (Maritime border) ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครอง  เป็นข้อขัดแย้งเรื่องดินแดนกันมานานกว่ายี่สิบปี  โดยเฉพาะสำหรับประเทศสโลวีเนียแล้วสำคัญมากเพราะสโลวีเนียมีทางออกทะเลเพียง 46 กิโลเมตร เท่านั้น เทียบกับโครเอเชียที่มีชายฝั่งทะเลกว่า1,700 กิโลเมตร  หากได้ดินแดนส่วนนี้มาทางออกทะเลของสโลวีเนียก็จะยิ่งกว้างมากขึ้น   สโลวีเนียซึ่งเป็นสมาชิกอียูตั้งแต่ปี 2004 พยายามยกเอาประเด็นขัดแย้งเรื่องดินแดนนี้มาสกัดกั้นไม่ให้โครเอเชียเข้าร่วมเป็นสมาชิกอียู  จนถึงแม้กระทั่งทุกวันนี้ปัญหาการแบ่งดินแดนนี้ยังไม่เป็นที่ตัดสินและยุติ  โครเอเชียก็ได้รับการยอมรับเป็นสมาชิกภาพของ EU เป็นที่เรียบร้อย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2013 นี้เอง   


ภาพแสดงพื้นที่ขัดแย้งระหว่างสโลวีเนียและโครเอเชีย ที่อ่าว Piran
ตรงที่มีเส้นประ สุดที่วงไว้คือด่านผ่านแดน ที่ออกมาขึ้นไฮเวย์ A9 เพื่อไปยัง Rovinj  
เขตน่านน้ำของทั้งสองประเทศและส่วนที่ตกลงกันไม่ได้(disputed)

ข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Croatia%E2%80%93Slovenia_border_disputes

ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองระหว่างสโลวีเนีย-โครเอเชีย เสร็จแล้ว ไปต่อกันเลยค่ะ ด้วยสาเหตุทั้งหลายทั้งปวงต้าร์สังเกตว่าถนนในสโลวีเนียก่อนที่จะเข้าพรมแดนโครเอเชียไม่ค่อยดีเท่าไหร่   สโลวีเนียเค้าสร้างทางด่วนสิ้นสุดที่เมือง Koper  เท่านั้นเอง   ต่อจากนั้นมาจะเป็นถนนธรรมดาๆ  บางช่วงตัดผ่านภูเขาชันบางช่วงผิวถนนขรุขระและแคบเชียวค่ะ  ระยะทางระหว่างด่านของทั้งสองประเทศก็อยู่ไกลกันพอสมควรเป็นกิโลๆ เลย ด่านสโลวีเนียดูพาสปอร์ตเราแป๊ปเดียว  แต่พอเข้าด่านของโครเอเชียขอตรวจละเอียดซะหน่อย ต้าร์ยื่นพาสปอร์ตขณะที่เพื่อนสาวผมบลอนด์ยื่นไอดีของเธอให้คุณตำรวจดู คุณตำรวจรับไปพลิกคว่ำพลิกหงาย เช็คแล้วก็ยังชะโงกออกมามองหน้าเราใกล้ๆ  อึดใจนึง คุณตำรวจก็ออกมาจากตู้ชะโงกเข้ามาคุยในรถแล้วก็ขอใบจดทะเบียนรถยนต์ของเรา  ว่าแล้วเชียวต้องอยากดู

เมื่อเข้าเขตโครเอเชีย ถนนหนทางก็เปลี่ยนไป ขับรถจากด่านมาอีกนิดก็เข้าสู่ถนนไฮเวย์ A9 สุดหรูของประเทศโครเอเชีย ข้ามสะพานยาวเหยียด สุดลูกหูลูกตา เราใช้  GPS นำทางกัน เลยไม่หลง ขับรถก็ไม่ยากค่ะ มีป้ายบอกทางตลอดเลย  ค่าไฮเวย์จากด่านตม. ก่อนถึงเมือง Rovinj จ่ายไป 23 Kuna หรือราว 3 ยูโร เงินไทยก็ 120 บาท ค่ะ รวมเวลาเดินทางทั้งหมดชั่วโมงกว่า ๆ เราก็มาเมือง Rovinj 

ไฮเวย์เส้น A9 ที่นำเราไปเมือง Rovinj (Cr. Wikipedia.org)

เราจอดรถกันที่จอดโซน 2 Ulica Giosue Carduccia  จำถนนได้เพราะตอนจอดรถต้องติ๊กในแผนที่ไว้ว่าจอดตรงไหน กลัวว่าเดี๋ยวเดินเที่ยวเพลินจะกลับมาหารถไม่เจอ ที่ตั้งก็ใกล้ใจกลางเมืองเลย ก่อนถึงที่จอดโซน 1 นึง หน่อยนึง  ค่าที่จอดรถจะถูกค่ะ ชั่วโมงล่ะ 4 คูน่า หรือ 20 บาท  จริงๆ มันก็พอมีที่จอดรถฟรีอยู่เมืองกันแต่จะอยู่ออกนอกเมืองมาค่อนข้างมากจะต้องเดินเข้าไปไกลพอสมควร ถ้าขับรถมาต้าร์ก็อยากแนะนำให้จอดแถวๆ นี้ ถ้าผ่านเข้าไปในใจกลางเมืองเลยโซน 1 จะชั่วโมงละ 7 คูน่า   ดูจากแผนที่ที่แปะไว้ให้ดูข้างล่างที่ X สีน้ำเงินคือที่ต้าร์จอดรถ เดินมาหน่อยนึงใกล้ๆ กันจะเป็นท่ารถบัสของเมือง Rovinj ถ้านั่งรถบัสมาจากเมือง Trieste ก็จะมาลงตรงนี้  ซึ่งจะเดินไปอีกหน่อยเดียวก็เข้ากลางเมืองแล้วค่ะ 

แผนที่ใจกลางเมือง Rovinj 
เนื่องจากว่าเราออกจากเมือง Trieste สายกันมากแล้ว เราเลยมีเวลาเที่ยวเมือง Rovinj กันแค่เพียง 2 ชั่วโมงกว่าเท่านั้นเอง ซึ่งน่าเสียดายเป็นอันมากเพราะเมือง Rovinj นั้นสวยน่ารัก น่าเที่ยว เป็นที่สุด  แต่ วันที่ไปเที่ยว 15 มีนาคม นั้น เมืองเงียบเป็นป่าช้าเชียวค่ะ  เพราะนักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยมี จะมากันก็ต้นเดือนเมย. โน่น เราเห็นแต่กลุ่มนักท่องเที่ยวเยอรมัน แบคแพคเกอร์ญี่ปุ่น ชาวอิตาเลียนกลุ่มเล็กๆ 2-3 กลุ่ม

พอจอดรถเสร็จต้าร์และเพื่อนสาวก็ตาลายเป็นเพราะว่าเราสองคนหิวข้าวกลางวันกันน่ะซิ  ก่อนอื่นเราก็ไปหาอะไรง่ายๆ  หม่ำกัน ได้กลิ่นหอมมาแต่ไกล นี่เลยแวะร้านขายขนมปังและเบเกอรี่ Panificio หรือ Pekarnaในภาษาโครเอเชียน ซื้อพายผักขมชีสกับเห็ด มาคนละสองชิ้น หม่ำอย่างรวดเร็ว ว้าย อร่อยเชียวค่ะ ราคาก็ถูกด้วย จำได้ว่าราคาชิ้นละ 6.50 Kuna เอง หรือประมาณ 30 บาทเอง  อันใหญ่ด้วยนะ  แนะนำๆ ถ้าเพื่อนๆ นักเดินทางที่มาเที่ยวโครเอเชีย ต้องการประหยัดค่าอาหาร  แวะเข้าร้าน Pekarna เลยค่ะ ได้ของอร่อยถูกปากราคาถูกใจ ต้าร์ลืมถ่ายรูปในร้านมาแต่ไปเจอในอากู๋ หน้าตาร้านประมาณนี้ค่ะ มีหลายร้านให้เลือกด้วยล่ะ 

รูปร้าน Pekarna หรือ Panificio ที่ถนน Ulica Giosue Carduccia 
เครดิตภาพจาก google earth

หัวมุมถนน Ulica Giosue Carduccia ที่จอดรถ แนะนำเพื่อนๆ ที่ขับรถมาควรจะถ่ายรูปจุดที่จอดรถไว้ 
และก็จดชื่อถนนเอาไว้ด้วย เผื่อหลงทางจะได้ถามทางกลับมาที่รถถูก
ไม่งั้นเดี๋ยวกลายเป็นว่าขับรถมาเองได้กลับรถบัสกันพอดี 


จุดสำคัญของเมือง Rovinj หนีไม่พ้น โบสถ์ Church of St.Euphemia ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาในแหลมที่เป็นติ่งยื่นลงไปในทะเล กินอาหารกลางวันแสนถูกตังค์ เสร็จเราก็พากันเดินหาทางขึ้นไปยังโบสถ์ดังที่ว่ากัน
ระหว่างทาง เจอลานน่ารักๆ  Piazza M.Tito หรือในภาษาโครเอเชียน Trg M.Tita มีรูปปั้นเด็กขาใหญ่ ที่ต้าร์มองอยู่ตั้งนานแน่ะว่าเจ้าหนูถืออะไร ต้าร์สรุปเอาเองได้ว่ายืนถือปลาตัวเบ่อเริ้มเลย



ใกล้ๆ กับ Piazza M.Tito ทางซ้ายมือก็จะเห็นประตูเมืองเก่า Arco del Balbi เดินขึ้นไปตามทางนี้จะนำไป
สู่ Church of St.Euphemia  

 เส้นทางเดินขึ้นไปยังโบสถ์ Church of St.Euphemia ถนนจะเป็นบันไดปูด้วยหินคอปเปอร์แบบนี้
เดินแป๊ปเดียวก็ถึงค่ะ ไม่ทันได้เมื่อยหรอก

เส้นทางเดินขึ้นไปยังผ่านตึกสีสวยๆ เก่าๆ แนวๆ เวเนเซียนเค้าล่ะ โบสถ์มีร้านข้างทางบ้างประปราย
จะเห็นว่าตอนกลางเดือนมีนาคม ที่ Rovinj เริ่มมีดอกไม้ผลิออกมาแล้วนะคะ 

ร้านขายของที่ระลึกเชือกผูกข้อมือมีให้เห็นอยู่ทั่วไป


ร้านขายของที่ระลึกพวกเครื่องประดับและงานศิลปะต่างๆ คนขายไปไหนไม่รู้
แขวนถุง (Zara) ไว้แล้วเปิดแน่บไปเลย สงสัยเข้าห้องน้ำ


ถึงแล้วค่ะโบสถ์ Church of St.Euphemia ภายนอกดูเรียบๆ แต่ภายในมีภาพสวยๆ ให้ดูด้วยนะ
โบสถ์สร้างเป็นเกียรติแก่นักบุญ Euphemia เล่าตำนานคร่าวๆ นะคะ
ในคศวรรษที่ 3  Euphemia ซึ่งเป็นลูกสาวขุนนางแห่งเมือง Chalcedon (ปัจจุบันอยู่ในตุรกี) อุทิศตัวสู่อาณาจักรพระคริสต์ แต่ต่อมาผู้ปกครองเมืองพยายามที่จะกำจัดพวกคริสต์ Euphemia ก็โดนเอาตัวไปทรมานเพื่อให้เธอละทิ้งศาสนา จนกระทั่งเธอเสียชีวิตโดยโดนสิงโตทำร้าย แต่สิงโตกลับไม่ยอมกินร่างของเธอ ศพของ Euphemia ถูกนำมาเก็บเอาไว้ในโลงหินอ่อนที่เมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล, ตุรกี  ปฎิหาริย์มาเกิดขึ้นในหลายร้อยปีต่อมา ราวคศ. 800 เมื่อโลงศพของ Euphemia ก็ถูกกำจัดอีกโดยปล่อยให้ลอยน้ำมาฝ่าพายุแห่งท้องทะเลมากมาย จนไปติดชายฝั่งเมือง Rovinj ชาวเมืองเห็นโลงลอยมาก็พยายามดึงโลงขึ้นฝั่ง แต่ดึงเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล แล้วปรากฎร่างของเด็กสาวคนนึงอ้างว่าเธอ คือ Euphemia "I Euphemia of Chalcedon and you will pull this sheet rock with my body," ชื้ไปที่เด็กหนุ่มคนนึงให้เป็นคนยกโลงขึ้นเนินเขาไปตั้งไว้ที่ โบสถ์ St. George's  จนสำเร็จ แล้วเด็กสาวก็หายไปเปิดโลงออกมาก็ปรากฎร่างของเธอที่ตายไปหลายร้อยมาปีแล้ว "This is the body of St. Euphemia, virgin of Chalcedon, who died on 16th September 304 years of the Lord. " นับแต่นั้นมาวันที่ 16 กันยายนก็ถือเป็นวันนักบุญ Euphemia ที่เมือง Rovinj จะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี  
     
ภาพแสดงSt. Euphemia เมื่อถูกทำร้ายโดยสิงโต


อีกมุมมหาชนสำหรับถ่ายรูปเมือง Rovinj ให้เห็นเมืองเก่าและโบสถ์
แต่ตรงด้านนี้ต้าร์ว่าจะมุมไม่ค่อยดีเท่าอีกด้านเพราะจะมีเรือลำใหญ่บังเยอะ อาจจะต้องลงเรือไปถ่ายรูป

สองชั่วโมงสิบห้านาทีที่เดินเที่ยวชมเมือง Rovinj ผ่านไปไว เหมือนโกหก ซักราวบ่ายสามโมงกว่าๆ ต้าร์และเพื่อนสาวก็ต้องวิ่งแน่บกลับมาที่รถแล้วค่ะ เพราะว่าเราหยอดเหรียญจอดรถไปแค่ 10 คูน่า สำหรับจอด 2 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นเอง   บ๊ายบาย Rovinj คราวหน้าจะมาเที่ยวใหม่น้า  คราวหน้าจะมาต่อที่เมือง Pula เมืองที่ตั้งอยู่ที่ติ่งปลายสุด และใหญ่ที่สุดใน Istria เลยค่ะ ที่เมือง Pula ที่ที่ต้าร์นอนน้ำตาไหลพราก ฮือๆๆ

ส่งท้าย 
เมือง Rovinj หรือ Rovingo ในภาษาอิตาเลียน นั้นเคยเป็นเมืองในคาบสมุทร Istria ที่สำคัญภายใต้การปกครองของเวเนเซียน ตั้งแต่ปี 1283 ถึง 1797 ชาวเมืองส่วนใหญ่มีเชื่้อสายอิตาเลียน และยังพูดภาษาอิตาเลียนกันด้วย  ดูได้จากร้านขนมปังข้างบน นอกจากจะเขียนเป็นภาษาโครเอเชีย Pakarna ยังมีภาษาอิตาเลียน Panificio กำกับด้วย  ปัจจุบัน Rovinj เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของโครเอเชีย  นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่ จะเป็นพวกยุโรปเหนือโดยเฉพาะเยอรมัน ออสเตรีย และอังกฤษ โดยเฉพาะหน้าร้อนที่มาหาแสงแดดและน้ำทะเลอุ่นๆ กัน  นอกจากสถานที่ในตัวเมืองเก่า Rovinj แล้ว ยังมีที่เที่ยวอื่นๆ นอกเมือง เช่น ซากกำแพงเมืองโบราณ Monkodonja ตั้งแต่ยุค Bronze Age   หรือจะนั่งเรือไปเที่ยวตามเกาะต่างๆใกล้เคียง หรือ รอบๆ ก็ยังมีที่เที่ยวธรรมชาติที่อ่าวเล็กๆ ชื่อ Limska draga or Limska dolina ที่หน้าร้อนจะมีนักท่องเที่ยวมานั่งเรือเล่นชมธรรมชาติ

นอกจากจะขับรถมาเที่ยวแล้ว ตอนหน้าร้อนยังมีเรือเฟอร์รี่ความเร็วสูงจากเมือง Triest(www.triestelines.it) 22.5 ยูโร และ Venice(www.venezialines.com)45ยูโร มายัง Rovinj ด้วยค่ะ สำหรับแบคแพคเกอร์ ที่ต้องการเที่ยวแบบประหยัดก็มีรถบัสมาส่งยังเมือง Rovinj เหมือนกัน
จากเมือง Trieste 16 ยูโร ดูตารางรถบัสได้ที่
http://www.autostazionetrieste.it/index.php?option=com_content&task=view&id=12&Itemid=0
จากเมืองใหญ่ๆ ในโครเอเชียอย่างZagrep, Rijeka, Split ก็ดูที่ 
http://www.croatiabus.hr/index.php?lang=hr

ที่พัก  ทริปของต้าร์ไม่ได้พักที่ Rovinj แต่ไปพักที่อพาร์ทเม้นต์ ที่เมือง Pula เมืองต่อไป   ที่เห็นส่วนใหญ่ใน Rovinj จะเป็นแบบอพาร์ทเม้นต์ให้เช่า  แนะนำไม่ถูกเหมือนกันค่ะ ราคาก็ไม่แพงมาจะอยู่ที่ประมาณ 15-30 ต่อคนต่อคืน หากใครอยากพัก เลือกดูได้ตามราคาและที่ตั้งจาก http://www.informagiovani-italia.com/hostels_rovinj.htm  นอกจากนั้นแล้วก็จะมีที่พักแบบ Camping สำหรับคนที่มีรถแบบCamper มาจอดพักให้เช่าราคาถูก


อยากพูดคุยหรือทักทายกันได้ ขอไปที่ Facebook.com/BlueSeaTriesteItaly นะคะ
ไม่ได้เซตให้รับข้อความอัตโนมัติที่ blog นี้ค่ะ

No comments:

Post a Comment

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...