23.3.13

Roadtrip Report ทริปหนีลูกไปเที่ยว 1,000 กิโลเมตร 4 ประเทศ 5 วัน 4 คืน ตอน 1 จากเมือง Trieste, Italy สู่เมือง Piran ประเทศ Slovenia



ภาพเมือง Piran ประเทศสโลวีเนีย ถ่ายเมื่อ 14 มีนาคม 2013

ข้อมูลเมือง Piran http://blueseatrieste.blogspot.it/2012/11/piran-portoroz.html 


จบไปแล้วค่ะ สำหรับทริปขับรถเที่ยวประเทศโครเชีย สโลวีเนีย และ มีเผลอแอบชะแว๊บไปยังประเทศบอสเนีย และ เฮอร์เซโควีน่า หน่อยนึงด้วย  ต้องรีบมาเขียนรีวิวทริปเอาไว้ เพราะกลัวว่านานไปจะยิ่งขี้เกียจแล้วก็จะลืมข้อมูลหมดเสียก่อนค่ะ 

ที่มาที่ไปของทริปนี้ก็คือว่า เพื่อนสาวชาวโปแลนด์ที่รู้จักและสนิทกันตั้งแต่ตอนที่อยู่ประเทศไอร์แลนด์  และเคยร่วมทริปเดินทางด้วยกันมาก่อนทั้งที่ไอร์แลนด์ อังกฤษ และประเทศสวีเดน   ถึงปัจจุบันต้าร์และครอบครัวโยกย้ายก็ยังติดต่อกับเพื่อนคนนี้อยู่  เธอเองก็ย้ายจากไอร์แลนด์เหมือนกันไปทำงานเป็นนักตรวจสอบบัญชีให้องค์กรอียูอยู่ที่เบลเยี่ยม  เพื่อนเค้าอยากพักอกพักใจและพักผ่อนก็เลยชวนมาเที่ยวโครเอเชียด้วยกันซะเลย  ตอนแรกต้าร์ก็กะจะหนีบสามีและลูกชายไปด้วยแต่มาคิดๆ อีกที อืมส์  เพื่อนสาวคนโสดอาจจะอยากเที่ยวเงียบๆ ไม่อยากมีสามีจอมบ่น และลูกชายจอมซนของเรา กระเตงๆ ไปเที่ยวด้วย  และก็มันถึงเวลาแล้วทีต้าร์จะทดสอบตัวเองว่าการแยกจากลูกบ้างน่ะมันจะเป็นอย่างไร   ตั้งแต่ลูกเกิดมาอายุสี่ขวบแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จากลูกไปนานที่สุดคือ 5 วัน 4 คืน แน่ะ ก่อนหน้านั้นเคยทิ้งลูกนานที่สุดก็แค่ 1 วัน 1 คืนเอง  เพื่อไปลอนดอน และอีกทีก็ไปปีนเขาแอลป์กับสามี

ที่มาที่ไปเป็นดังนี้ค่ะ งั้นก็ขอตั้งชื่อทริปนี้ซะเลยว่า ทริปหนีลูกไปเที่ยว 1,000 กิโลเมตร 4 ประเทศ 5 วัน 4 คืน

ก่อนเพื่อนมาก็คุยกันคร่าวๆ ก่อนว่าเราจะไปไหนกันดีน้า เพื่อนมีเวลามาแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้นเอง  ตอนแรกต้าร์คิดการใหญ่ถึงขั้นจะไปให้ถึงเมือง Dubrovnik โน่นแน่ะ แต่ดูจากเวลาและระยะทางแล้วคงจะทำไม่ได้แน่นอน เพื่อนบอกงั้นอยากไปที่เที่ยวดังๆ ของโครเอเชียแล้วกันนั่นคือแคว้น  Istria,  Plitvice และก็เมืองหลวง Zagreb แล้วเราก็กดกูเกิ้ลวางแผนการเดินทางกันเลยค่ะ 

สรุปนี่คือแผนที่การเดินทางเริ่มจากเมือง Trieste(Italy), เมือง Piran(Slovenia), เมือง Rovinj และ Pula (Croatia), เมือง Rijeka(Croatia), Plitvice National Park(Croatia), Zagreb(Croatia) และ Ljubljana(Slovenia) และกลับมายังเมือง Trieste ต้นทาง ส่วนที่เห็นมีเมือง Omisalj, Krk island(Croatia), เมือง Senj(Croatia) และเมือง Bihac(Bosnia and herzegovina) นั่นมาคิดจะไปทีหลังเอาตอนออกทริปแล้วค่ะ




เราเดินทางกันด้วยรถยนต์ โดยมีต้าร์เป็นคนขับแต่เพียงผู้เดียว เพื่อนไม่ยอมช่วยขับเล้ย  เดี๋ยวจะเฉลยซักกลางๆ ทริปว่าเพราะอะไรเพื่อนไม่ยอมขับรถคันนี้นะคะ  เราวางแผนการเดินทางกันเรียบร้อย  หนึ่งวันก่อนที่เพื่อนจะบินมาหาจากเมืองบรัสเซลส์   เกิดเหตุอากาศวิปริตแปรปรวนอะไรไม่ทราบ หิมะตกหนักทั่วทั้งยุโรป โดยเฉพาะประเทศเบลเยี่ยม  ทำให้สายการบินต่างๆ ยกเลิกเที่ยวบินเกือบจะทั้งหมดจากสนามบินในประเทศเบลเยี่ยม และฝรั่งเศส  1 วันก่อนที่เพื่อนจะบิน  ตอนเ
ช้าเปิดอีเมล์มาจากเพื่อน พร้อมลิงค์เกี่ยวกับเที่ยวบินที่โดนยกเลิก ว่า "เฮ้ ฉันอาจจะไม่ได้ไปหานะ หิมะตกหนักที่เบลเยี่ยม  มีเที่ยวบินโดนยกเลิกเยอะเลย  เที่ยวบินฉันพรุ่งนี้ก็อาจจะโดนยกเลิกด้วย"   ต้าร์ก็ว้ากซิ  คิดแผนจะหนีลูกไปเที่ยวตั้งนานจะกินแห้วซะแล้วหรือนี่   ร้อนรนไปสอบถามอับเดดสถานการณ์อากาศกับน้องๆเพื่อนๆ คนไทยที่อยู่เบลเยี่ยมด้วย  สรุปเพื่อนก็บินมาได้เพราะหิมะหยุดตก สนามบินทำงานได้ตามปกติ



อารัมภบทตั้งนาน ในที่สุด เราสองสาวก็ได้ออกเดินทางกันค่ะ

14.03.2013 ที่ทรีเอสเต้ อากาศนิ่งๆ อยู่ดีๆ ลมก็พัดแรงๆ เข้ามา บางทีก็มีเมฆ บางทีลมก็พัดเมฆไปหมด ฟ้าบางทีก็ฟ้า บางทีก็เทาหม่นหมองอย่างน่าพิศวง  ราวๆ 11โมงเช้ากว่าๆ  เราก็ออกเดินทางออกจากเมือง Trieste ไปยังเมือง Piran ประเทศ Slovenia

ที่เคยเขียนถึง เมือง Piran ปี 2010 ไว้ที่ Page  {{{เมืองนี้ไปครั้งแรกประมาณสองปี ที่แล้วเนื่องจากต้องไปรับน้องสาว ที่ตอนนั้นมาเยี่ยมที่อิตาลีแล้วเธอไปเที่ยวสโลวีเนียคนเดียว แต่ไปถึง Piran แล้วหารถบัสกลับ Trieste ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เมืองนี้ใกล้มาแค่เพียง 35 กิโลเมตรจากเมือง Trieste เท่านั้นเองแต่ปกติคนเค้าขับรถไปกัน รถบัสก็เลยมีน้อยหน่อย ไปถึงก็เย็นแล้วพระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี ก็พากันไปเดินเล่นชมเมืองพอหอมปากหอมคอ เมืองเค้าน่ารักดีจัง ตึกรามบ้านช่องเป็นสไตส์แบบอิตาเลียน แต่ก็มีกลิ่นอายของยูโกสลาฟปนๆ กันหน่อย เดินไปตามตรอกซอกซอย จนมืดค่ำ หิวก็หิว มีเด็กอายุ 2 ขวบมาด้วย เดินกันไม่ไหวแล้วก็ต้องมองหาร้านอาหารหาอะไรใส่ท้อง สามีเซิร์จไอโฟนหาร้านแนะนำจากทริปแอดไวเซอร์ ว่ามีชื่อเสียงเรื่องอาหารจานปลาทั้งหลาย เดินหาจนเจอ แต่พอไปถึง เจ้าของบอกว่าเต็มคนจองหมดแล้ว แป่วอดกิน จ๋อยเลย สุดท้ายไปสรุปกินอาหารเย็นกันที่ร้านอาหารท้องถิ่นในซอยเล็กๆ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง จำได้ว่ากินปลาหมึกทอด กับริซอตโต้ทะเล อร่อยที่สุด  สุดท้ายเดินเล่นกันที่ลานจตุรัส Piazza Tartini อีกเล็กน้อย ที่มีรูปปั้น ของ Giuseppe Tartini บุคคลสำคัญของเมือง Piran นักประพันธ์เพลงและนักไวโอลินดังอีกคนนึงของโลก เดินย่อยอาหารเสร็จก็ไปจ่ายเงินค่าจอดรถอันแสนแพง(ชม.ละ 3 ยูโร แน่ะที่ทรีเอสเต้ 1.10 ยูโร เอง)เพื่อขับรถกลับทรีเอสเต้ในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา}}}


ระยะทาง 39 กิโลเมตร ตอนเข้าพรมแดนประเทศสโลวีเนีย เราแวะเติมน้ำมันและซื้อสติกเกอร์ผ่านทางของสโลวีเนีย Vignette สำหรับใช้หนึ่งสัปดาห์ราคา 15 ยูโรมาติดหน้ารถด้วย ทำไมเพราะอะไรต้องมีสติกเกอร์ตัวนี้ ดูเกี่ยวกับการขับรถเที่ยว ที่นี่ค่ะ  เราไม่หลงและไม่เลย ใช้เวลาราวๆ 40-45 นาที ก็มาถึงเมือง Piran  ตรงดิ่งไปจอดรถในเกือบใจกลางเมือง ที่แสนแพงชั่วโมงล่ะ 3 ยูโรทันที ทั้งๆ ที่มีที่จอดรถฟรีแต่อยู่ด้านนอกเมืองพอสมควรและต้องเดินหรือนั่งรถบัสเข้าไป   เพื่อนสาวบอกว่าขี้เกียจเดินเอาเถอะนานๆ มาทีจ่ายได้เราอยู่ไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็พอ  ว่าไงว่าตามกัน  พอลงจากรถเท่านั้นก็มีลมปะทะหน้าวูบใหญ่ แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นลมโบร่า พร้อมละอองฝนเล็กน้อย เราสองคนก็รีบเดินงุดๆ ไปยังลานประจำเมือง Piazza Tartini หรือ Tartinijev trg ในภาษาสโลวีน ที่ๆ มีรูปปั้นของ Giuseppe Tartini หนีบไวโอลินคู่ใจยืนเขียวเด่นเป็นสง่าอยู่


พากันเดินงุดมุ่หน้าไปลาน Piazza Tartini ที่เห็นตรงกลาง

วิวจากลานจอดรถในเมือง Piran


รูปปั้นของ Giuseppe Tartini และลาน Piazza Tartini กลางเมือง Piran


ลาน Piazza Tartini


เพื่อนสาวของฉันเธอว่า เธอเซอร์ไพรซ์มากว่าเมือง Piran เล็กๆ กระทัดรัดนี้จะ ดูดีมีเสน่ห์ขนาดนี้ กับอาคารบ้านเรือนสีลูกกวาดสไตส์เวเนเซียนของแท้แน่นอนนอกประเทศอิตาลี เธอกรี๊ดกับตึกสีแดงอมชมพูที่ข้างๆ ลานด้านขวาของ Tartini  จนเดินเลยไม่ได้สังเกตบ้านของเค้าที่อยู่ทางขวามือด้านหน้ารูปปั้น และมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงอยู่ด้วย  เราไปแวะกันที่ Tourism office(จากรูปลาน Piazza Tartini ข้างบน อยู่หลังรูปปั้นทางด้านซ้ายตรงอาคารสีฟ้า)เพื่อหาคนคุยด้วย  แต่สรุปไม่ได้คุยกับใครเลยจิ๊กแผนที่เมือง Piran ติดมือมากันเหนียวเผื่อหลง ในสำนักงานท่องเที่ยวมีรูปเมือง Piran ที่ต้าร์หมายมั่นปั้นมือว่าจะพยายามถ่ายรูปให้ได้อย่างนั้นบ้างทั้งๆ ที่เอากล้องแนว Point and Shoot มา กล้อง DSLR ใช้ไม่เป็นค่ะ 

บ้านของ Giuseppe Tartini ที่เราเดินผ่านเฉยๆ ไม่ได้แวะเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์



Tourism Office ในเมือง Piran อยู่ลาน Piazza Tartini ที่นี่เค้ามีให้บริการปรึกษาท่องเที่ยวในเมือง Piran 
และที่เที่ยวอื่นๆ ของประเทศสโลวีเนียด้วยค่ะ


แต่จริงๆ แผนที่ก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่เพราะต้าร์รู้ทางอยู่แล้ว และเมือง Piran ก็เล็กนิดเดียวเอง จากสำนักงานท่องเที่ยว เราก็เดินไปทางข้างหลังตึกสีแดงที่เพื่อนชื่นชอบ   จุดหมายของเราคือเดินไปที่กำแพงเมือง Piran เพื่อชมวิวเมือง จากลาน Tartini เลี้ยวขวาข้างตึกแดงเดินขึ้นเนินมาตามถนนเล็กๆ จนสุดถนน จะเจอกับทางแยกด้านซ้ายไปยังโบสถ์สำคัญของเมือง St.Gorge's Church ให้เลี้ยวขวาเดินขึ้นเนินมาอย่าเพิ่งไปโบสถ์ เดินต่อไปอีก 300 เมตร เลี้ยวซ้ายอีกที ทางเข้า Piran Town Wall จะอยู่ทางซ้ายมือ หาเหรียญยูโร 1 ยูโร หยอดเพื่อจ่ายค่าเข้าประตูด้วยนะคะ


ทางขึ้นไป Piran Town Wall



หลังจากหยอดตังค์ 1 ยูโรก็ปีนขึ้นกำแพงเมือง Piran กันเลยค่ะ  


อีกด้านนึงที่ปลายสุดของกำแพงเห็นเมือง Trieste อยู่ลิบๆ 


บนกำแพงเมือง Piran ณ จุดนั้  และ ณ  ตอนนั้น ขอบอกว่าเราสองคนเดินกันไม่ตรงทางแล้วค่ะ เพราะลมพัดแรงวิ้วๆ อยู่ตลอดเวลา ความเร็วลมคงประมาณ 70-80 ต่อชั่วโมง ซึ่งก็ไม่ถึงกับแรงมากเมื่อเทียบกับลมโบร่าที่ปกติจะพัดราวร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง (ใครอยากรู้จักลมโบร่าไปดูที่ต้าร์เขียนแนะนำให้รู้จัก เมือง Trieste นะคะ) ต่ก็แรงพอที่จะทำให้การเดินบนกำแพงเป็นไปอย่างยากลำบาก  ต้าร์เองก็พยายามปีนป่ายกำแพงหามุมถ่ายรูปสุดฤทธิ์ อยากได้รูปเมือง Piran แบบที่มันมีเงาโค้งๆ ข้างบน แบบในเวปการท่องเที่ยวสโลวีเนียมันทำไงหว่า ลมก็พัดผมเผ้ากระเจิงหมด เพื่อนสาวก็ซุ่มซ่ามเดินเอาหัวไปโขกหินซอย่างนั้น   


แต่เราก็ได้รูปคู่ที่มีแบคกราวน์ของเมือง Piran  มาเชยชม



แล้วนี่ก็รูปมุมฮิตของเมือง Piran เค้าล่ะ แต่รู้สึกต้าร์จะถ่ายมุมเงย
ไปหน่อยเลยมีที่ว่างระหว่างโค้ง กับ ทะเลและหลังคาบ้านเยอะเลย แต่รูปก็สวยพอใช้ได้นะ 
ส่วนรูปแนวๆ แบบที่อยากได้จาก Tourist office ของ Piran ก็คือรูปข้างบนสุดค่ะ


เห็นวิวแล้วชื่นใจจะจบรีวิวตรงนี้เลยก็ได้นะคะนี่ ;-) แต่ต่ออีกหน่อยแล้วกัน หลังจากที่เราสองคนได้โต้ลมชมวิวเมือง Piran อยู่บนกำแพงเมืองเก่าอยู่ตั้งนานสองนานกว่า ก็เดินลงเขามาที่โบสถ์รมันคาธอลิค St.Gorge's Church ที่มองเห็น Bell Tower เด่นเป็นสง่าอยู่ด้านขวาในรูปนั่นแหล่ะค่ะ  เมื่อเดินไปถึงโบสถ์แล้วมองกลับที่กำแพงเมืองที่เพิ่งปีนจากมา  จะมองเห็นวิวของกำแพงเมืองเก่าบนเนินเขา ดูเหมือนว่ามันไกลแต่จริงๆ เดินลงเขาแค่ 2-3 นาทีเองค่ะ รับรองไม่เหนื่อย สังเกตเห็นกันหรือปล่าวคะว่า Bell Tower หรือ Campanile ของโบสถ์ St.Gorge's Church นั้นหน้าตาเหมือนใคเอ่ย  ไม่ต้องรอนาน ขอตอบเลยแล้วกัน  เหมือนกับของโบสถ์ St Mark's ที่เวนิสไงคะ ที่เหมือนนั้นเป็นเพราะว่าในยุคที่ Piran เคยเป็นของเวเนเซียน สถาปนิาวเวเนีเซียนเค้าสร้าง Bell Tower นี้ จำลองแบบมา(replica)จาก St.Mark's campanile นั่นเองค่ะ   

วิวกำแพงเมือง Piran บนเนินเขามองจากโบสถ์ St.Gorge's Church



อีกมุมฮิตสำหรับถ่ายรูปเมือง Piran มุมสูงจาก St.Gorge's Church 
จะเห็นลาน Piazza Tartini กลางเมือง เสียดายมีต้นไม้มาบังวิวไปหน่อย


วิวหลังคาบ้านในเมืองเก่า Piran สีส้มตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าและน้ำทะเล



ภายในโบสถ์ St.Gorge's Church นั้น เปิดให้คนเข้าชมด้วย ระหว่าง 7.00 -22.00 น. แต่วันที่ต้าร์ไปเค้าปิดล็อกประตูไว้เพราะลมคงแรง จากรูปในวิกีพีเดียข้างในโบสถ์สวยมาก มีภาพวาดเพดานอันงดงามของศิลปินเวเนเซียนด้วย แล้วก็ Bell Tower ก็อนุญาตให้ขึ้นไปดูได้  ค่าขึ้น 1 ยูโร  แต่เราสองคนดูวิวพอแล้วค่ะ แถมลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้องก็หิว ปัสสาวะก็ปวด ก็เลยขอบ๊ายบาย ไปหาที่ปลดทุกข์และก็หม่ำข้าวกัน  

เราเลือกร้านกันไม่นานก็มาลงตัวกันที่ร้านอาหารชื่อ Pavel  ตรงทางเดินติดทะเลใกล้ๆ กับประภาคารเกือบปลายสุดของแหลม Piran ร้านนี้ไม่ใช่ร้านเก่าที่ต้าร์เคยมากินคราวที่แล้ว แต่ที่เลือกเพราะร้านนี้ดูดีที่สุดจากร้านที่เปิดอยู่ไม่กี่ร้านและได้ที่นั่งดูวิวทะเลด้วย ต้าร์สั่งอาหารอย่างที่เคยติดใจ ริซอตโต้ทะเล Risotto al mare เพื่อนสั่งพาสต้าเห็ดกับกุ้ง Tagliatelle al funghi e gamberetti  อาหารจาละ 8-10 ยูโร รสชาดก็พอใช้ได้แต่ก็ไม่ถึงกับอร่อยมากมายเหมือนคราวที่แล้ว  ออกจะหนักไปทางเค็มนิดนึง  แต่เพื่อนบอกพาสต้าของเธออร่อยนะ  แล้วบริกรก็วนเวียนมาพูดคุยกับเราสองคนอยู่เรื่อยๆ คงเป็นเพราะเราสั่งริซอตโต้ อาหารเลยออกช้าต้องรอยี่สิบกว่านาที แล้วแกก็คงเห็นว่าพวกเราแปลกมั้ง อิอิ เพื่อนสาวเราซัดเบียร์ไปครึ่งลิตร ถึงกับเรอ เลยทีเดียว



เสร็จจากการรับประทานอาหารกลางวัน ดูนาฬิกา ว้าก เกือบบ่ายสามโมงแล้ว  เราสองคนก็วิ่งจู๊ดไปที่รถจ่ายตังค์ค่าจอดรถไป 9 ยูโร ก่อนจะซิ่ง  ตีรถกลับไปรับลูายที่โรงเรียนตอนบ่ายสามโมงสี่สิบห้านาที

ส่งท้าย
เมืองเล็กๆ อย่าง Piran ไม่ได้มีแค่เพียง St.Gorge's Church , Piazza Tartini และ Town wall ถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสมาเที่ยวและมีเวลามากกว่า 3 ชั่วโมง ในเขตตัเมืองเก่า  Piran ยังมีที่น่าสนใจอื่นๆ อีกให้เที่ยวม  ในส่วนเมืองเก่าจะมีอาคารบ้านเรือนสไตส์เวเนเซียนให้เดินดูเพลิดเพลินมากมาย  โบสถ์โรมันคาทอลิกนับได้ 10 กว่าแห่ง  กำแพงละประตูเมืองเก่า ร้านขายของและร้านขายกาแฟเล็กๆ ตามตรอกซอกซอยต่างๆ  ขอจากแผนที่สำนักงานท่องเที่ยวมาดูจะช่วยให้เดินเที่ยวได้ง่ายมาก  

นอกากมือง Piran ยังมีเมืองใกล้เคียงติตายทะเลของสโลวีเนียที่น่าสนใจอีกเช่น เมือง Portoroz ที่เป็นเมืองตกอากาศที่มีโรงแรมรีสอร์ทสปาและ คาสิโน่ มากมาย  หน้าร้อนมาพักผ่อนเล่นน้ำทะเลได้ค่ะ เมือง Izola เป็นเมืองเก่าเช่นเดียวกับ Piran แต่เป็นที่นิยมน้อยกว่า  เมือง Koper ที่เป็นเมืองท่าเรือสำคัญของสโลวีเนีย  สามารถมาขึ้เรือไปเที่ยวเวนิส หรือ ที่อื่นๆ ได้จากที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมือง Piran ได้จากเวปนี้ค่ะ http://www.portoroz.si/en/piran

การเดินทางและที่พัก
รถสาธารณะมาได้ทางรถบัสจากเมือง Trieste หรีอเมือง Koper ดูได้ที่นี่ แต่รถมีวันละหนึ่งรอบเท่านั้นเองค่ะ
http://www.autostazionetrieste.it/index.php?option=com_content&task=view&id=11&Itemid=0
หรือจากเมือง Ljubljana ดูที่  http://www.ap-ljubljana.si/ วันละ 4 รอบระยะทาง 139 กิโลเมตร

การขับรถจากเมืองทรีเอสเต้มายังเมือง Piran นั้น ขับง่ายมากระยะทาง 39 กิโลเมตร ให้มองหาทางไปเมือง Portoroz เป็นหลักเพราะเป็นเมืองใหญ่ มีป้ายบอกทางต่างๆ ค่อนข้างชัดเจมีช่วงสั้นๆ ที่ต้องเข้าไฮเวย์ซึ่งต้องมี Vignette ติดหน้ารถไว้ด้วย หากจะหลีกเลี่ยงจะไม่เข้าฮเวย์ ต้องให้ GPS หาเส้นทางหลีกไฮเวย์ 

ที่พัก หากใครอยากหาที่พักราคาประหยัในเขตเมืองเก่าของ Piran เลย มีฮสเตลเล็กๆ อยู่ใกล้ลาน Piazza Tartini ราคาเริ่มตั้งแต่ 16 ยูโรต่อคนต่อคืน เวป http://www.hostelpiran.com/ นอกนั้นเท่าที่เห็ก็จะเป็นอพาร์ทเม้นต์ส่วนตัวที่เปิดให้คนเช่ดูได้ที่เวป airbnb.com หรือ booking.com หรือไม่ก็พวกโรงแรมต่างๆ  ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ใน Portoroz ที่ต้องนั่งรถเมล์ หรือขับรถมายัง Piran

 
ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ ขออวยพรให้มีความสุขค่ะ 
คราวหน้าจะรีวิวทริปต่อกันที่เมือง Rovinj และ Pula ประเทศ Croatia 
 
อยากพูดคุยหรือทักทายกันได้ ขอไปที่ Facebook.com/BlueSeaTriesteItaly นะคะ
ไม่ได้เซตให้รับข้อความอัตโนมัติที่ blog นี้ค่ะ
 
 

No comments:

Post a Comment

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...