23.3.14

ขับรถเที่ยวเองในอิตาลีระวังเข้าไปในเขต ZTL จะถูกค่าปรับอาน

อยากมาขับรถเที่ยวในอิตาลี บนถนนแบบนี้กันไม๊คะ


หรือถนนแบบนี้ กับรถเท่ๆ แบบนี้ 
 credit. red-travel.com 


เมื่อเร็วๆนี้ เจ้าของบล็อกได้รับเมสเซสจากเพื่อนนักเดินทางชาวไทยที่มาขับรถเที่ยวอิตาลีตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว เที่ยวเสร็จไปตั้งนานแล้วได้รับประสบการณ์ดีๆ จากการท่องเที่ยวอิตาลี ขับรถเพลิดเพลิน เจริญใจท่ามกลางไร่องุ่นแหล่งไวน์ชั้นดีในแคว้นทัสคานี ขับรถพวงมาลัยซ้ายอย่างระมัดระวังสุดฤทธิ์ ไม่ให้ขับผิดเลน หรือขับผิดกฎจราจร โดยเฉพาะข้อกำหนดความเร็วที่ท่องไว้ขึ้นใจ ในเขตเมืองไม่เกิน 50 กม/ชม. บนทางหลวง 90 กม/ชม. ทางด่วน 120 กม/ชม. ให้รถทางขวาหรือในวงเวียนไปก่อน ไวน์ก็อุตส่าห์ไม่ดื่ม เพราะกลัวว่าเดี๋ยวแอลกอฮอลก์ในเลือดจะสูงจะถูกตำรวจจับ  สรุปขับรถเที่ยวรอดปลอดภัยดีไม่มีอุบัติเหตุแม้แต่รอยขีดข่วนใดๆ ส่งรถคืนบริษัทเช่ารถเป็นที่เรียบร้อยจับเครื่องบินกลับประเทศไทย  ถ่ายรูปเที่ยวอิตาลีมาพันกว่ารูปได้เก็บเป็นความทรงจำดีๆ ที่มีต่อประเทศแสนสวยนี้   หกเดือนต่อมาก็ได้รับจดหมายรักจากอิตาลีจ่าหน้าซองถึงตัวเองปิดผนึกอย่างดี ก่อนเปิดก็นึกสงสัยว่า เอ๊ะ... ฉันไปทิ้งที่อยู่ให้หนุ่มอิตาเลียนที่ไหนหรือปล่าว ส่งจดหมายตามหามาถึงประเทศไทย เปิดออกมาดูตอนแรกอ่านไม่ออก เพราะเป็นภาษาอิตาเลียน แต่พอไปขอความช่วยเหลือจากคิวปิด กูเกิ้ล ก็แทบเป็นลม เพราะมันเป็นจดหมายแจ้งค่าปรับเนื่องจากขับรถผิดกฎจราจรของอิตาลีนั่นเอง มีค่าปรับทั้งสิ้นสองรายการ สองร้อยกว่ายูโร กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ บ้านแทบแตก!!!!

แปลอยู่ตั้งนานได้ความว่า  สาเหตุที่ถูกปรับ ก็คือ ขับรถเข้าไปในเขตห้ามผ่านที่เรียกว่า ZTL ในเขตเมืองเก่าฟลอเรนซ์

วันนี้ก็เลยจะมาเตือนนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆ ที่จะมาขับรถเที่ยวในอิตาลีนอกจากจะระมัดระวังเรื่องกฎจราจรอื่นๆ แล้ว ให้ระมัดระวังเกี่ยวกับโซนจำกัดการจราจร ZTL นี้ด้วยค่ะ  


ZTL คืออะไร
ZTL ซึ่งย่อมาจาก ภาษาอิตาเลียน “zona a traffico limitato” (ZTL) or restricted traffic zone  ในภาษาอังกฤษ คือ โซนจำกัดการผ่านเข้าออกของรถยนต์จากภายนอกที่ไม่ได้อยู่อาศัยในเขต ZTL โดยทั่วไปจะอยู่ในเขตเมืองเก่า Historic area ของแต่ละเมือง ได้แก่ เมืองฟลอเรนซ์ โรม เนเปิล เวโรน่า เป็นต้น โดยจะอนุญาตให้เข้าได้เฉพาะรถของผู้ที่อยู่อาศัยภายในโซน รถโดยสารประจำทาง รถแท็กซี่  หรือ รถที่ได้รับอนุญาต เช่น รถขนของ เป็นต้น รถที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าหากหลงเข้าไป ก็จะโดนค่าปรับ ดังที่นักท่องเที่ยวชาวไทยโดนมานั่นเอง

ทำไมที่อิตาลีจึงต้องมีเขต ZTL 

อิตาลีเป็นประเทศเก่าแก่ มีเมืองเก่าหลายเมืองที่มีเขตเมืองเก่า หรือ Historic center ที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องโบราณอายุหลายร้อยปี  ถนนภายในเมืองในสมัยก่อนเค้าไม่ได้สร้างไว้สำหรับสัญจรทางรถยนต์ แต่สำหรับคนเดินเท้า หรือไม่ก็รถม้า ลากเกวียน เป็นต้น ถนนภายในเขตประวัติศาสตร์มักจะคับแคบ ลานปูด้วยหินคอปเปอร์ ที่ไม่เหมาะกับการวิ่งของรถยนต์บรรทุกหนักหรือจำนวนมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ถนนโบราณแตกพังเสียหายได้ง่าย อีกทั้งยังนำมาซึ่งฝุ่นควันซึ่งจะทำลายความสวยงามของโบราณสถานต่างๆ

ตึกอาคารบ้านเรือน โบสถ์วัดสมัยโบราณมักจะสร้างติดๆ กัน  ทำให้การระบายอากาศไม่ดี หากมีรถยนต์จำนวนมากมาวิ่งจะปล่อยควันพิษก่อเกิดมลภาวะสูงภายในเขตเมือง เป็นอันตรายต่อสุขภาพของชาวเมืองและตัวนักท่องเที่ยวเองด้วย

มลภาวะทางเสียงจากรถยนต์ ในบริเวณใกล้เคียงจุดท่องเที่ยวมักจะมีนักท่องเที่ยวรวมทั้งชาวเมืองมาเดินชมสถานที่กันมาก การที่มีรถยนต์เข้ามาวิ่ง ส่งเสียงดังน่ารำคาญและอาจจะเป็นอันตรายเฉี่ยวชนคนเดินถนนได้

ด้วยสาเหตุเหล่านี้เองเค้าถึงได้มีการจัดโซนพิเศษ ที่เรียกว่า ZTL นี้ขึ้นมา ห้ามรถจากภายนอกเข้าไปขับขี่ในเขตจำกัดนี้

วิธีการสังเกตโซน ZTL 
หน้าตาของป้าย ZTL มีลักษณะแบบนี้ค่ะ จะติดอยู่ก่อนทางเข้าในโซน ZTL นอกจากนั้นยังมีกล้องถ่ายรูปติดอยู่ด้วย ขับรถผ่านมาถ้าเจอป้ายแบบนี้ให้เลี้ยวกลับ อย่าผ่านเข้าไปเด็ดขาด นอกจากป้ายด้านหน้าแล้ว ข้อสังเกตอืนๆ หากหลงเข้าไปในโซน ZTL ซะแล้ว จะได้รู้ตัวแล้วขับรถกลับออกมา คือ รถที่จอดในโซนเกือบทั้งหมดมีป้ายทะเบียนรถท้องถิ่น เช่น เมืองฟลอเรนซ์ก็มีอักษร FI รถทุกคนมีสติดเกอร์พิเศษติดหน้ารถ โซน ZTL ส่วนมากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ หรือเขตเมืองเก่า(Historic  area) จำนวนรถผ่านเข้าออกในโซน ZTL น้อยกว่าปกติ


แล้วถ้าหากรถจากภายนอกผ่านเข้าไปในโซน ZTL โดนไม่ได้รับอนุญาต ตำรวจจะรู้และตามมาเก็บค่าปรับได้อย่างไร ทางเข้าโซน ZTL นั้นโดยปกติเค้ามีกล้องตรวจจับการเข้าออกตลอดเวลาค่ะ หากมีรถยนต์ที่ไม่ได้รับอนุญาตผ่านเข้าไป กล้องถ่ายรูปก็จะถ่ายรูปป้ายทะเบียนไว้ และตำรวจจราจรก็จะสืบหานำส่งค่าปรับไปให้เจ้าของรถตามป้ายที่จดทะเบียน หรือหากเป็นรถเช่า ก็จะส่งให้บริษัทเช่ารถเพื่อตามเก็บค่าปรับกับผู้เช่าต่อไป




นอกจากโซน ZTL แล้ว เค้ายังมีแบ่งโซนที่เรียกว่า ZCS (“zona a controllo sosta” - controlled parking zones) หมายถึง โซนควบคุมการจอดรถ  ซึ่งขอโน้ตตรงนี้หน่อย ปกติเราเข้าใจกันว่าเส้นจอดรถบนถนนสีขาวคือจอดได้ฟรี ซึ่งหากอยู่นอกโซนก็ฟรี แต่ในโซน ZCS คนซึ่งขับรถมาจากภายนอกจอดไม่ได้นะคะ ช่องที่มีเส้นจอดรถสีขาวสำหรับคนเมืองฟลอเรนซ์ที่เสียภาษีท้องถิ่น รถจากภายนอกให้จอดที่ช่องที่มีเส้นฟ้าและจ่ายเงินค่าจอดยกเว้นระหว่างเวลากลางคืน 2 ทุ่ม จนกระทั่ง 8 โมงเช้าของวันถัดไป

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าถนนไหนคือโซน ZTL ถนนไหนคือโซน  ZCS  ก่อนขับรถไปในแต่ละเมืองนักท่องเที่ยวควรจะทำการศึกษาแผนที่ของเมืองนั้นๆ ให้ดีเสียก่อนอย่าหวังพึ่งพิงแต่ GPS ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับโซนเหล่านี้ และก็มักจะพาเราขับรถหลงเข้าไปอยู่เรื่อยเลย เราควรจะศึกษาเกี่ยวกับป้ายจราจรต่างๆ ให้เข้าใจเพื่อจะได้ขับรถอย่างถูกกฎจราจร จะได้ไม่ถูกปรับให้เที่ยวไม่สนุก

เจ้าของบล็อกขอยกตัวอย่างเมืองฟลอเรนซ์มาให้ดู จากในรูปนี้ก็คือแผนที่เมืองฟลอเรนซ์ที่เห็นสีฟ้าๆ คือโซน ZTL สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ เกือบทั้งหมด ได้แก่ Duomo, Uffizi, Ponte Vecchio, Piaza Signoria, Santo Croce church และอื่นๆ ตั้งอยู่ในโซนนี้ รอบนอกขาวๆ ก็คือ ZCS ที่มีหมายเลขก็คือทางเข้า ที่จะมีกล้องถ่ายรูปติดไว้ตลอด 24 ชม. เพราะฉะนั้นหากท่านขับรถเข้ามาในเมืองฟลอเรนซ์ จงหลีกเลี่ยงขับรถผ่านเข้ามาในเขตสีฟ้านี้โดยเด็ดขาด ให้หาที่จอดรอบนอก ในที่ที่เส้นจอดเป็นสีฟ้าไม่ใช่สีขาว และเสียเงินค่าจอด ชม. ละ 1-2 ยูโร หรือไม่ก็จอดในที่จอดรถแบบปิด Garage จุดที่นิยมก็คือที่สถานีรถไฟ S. Novella ค่ะ

หากใครต้องการที่จอดรถฟรี  จะบอกว่าของฟรีนั้นมี แต่มีน้อยและลำบากกว่าที่คิด  ในเมืองฟลอเรนซ์นั้น จะอยู่ในโซนรอบนอกกว่านี้ ที่ค่อนข้างไกลมาก จุดที่ใกล้ที่สุดคือ ลาน Piazzale Michelangelo ที่อยู่บนเนินเขาแต่ก็ต้องเดินเข้ามากว่า 30 นาที  หรือนั่งรถเมล์สาย 12 หรือ 13 เข้ามา ถึงจะเป็นลานกว้างจอดฟรีก็จริง แต่บ่อยครั้งที่เค้าเอาลานไปใช้จัดกิจกรรมต่างๆ เช่นคอนเสิร์ตเพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยมีที่จอดให้



หรือเวปไซค์นี้บอกข้อมูลเกี่ยวกับโซน ZTL และ ZCS ของเมืองฟลอเรนซ์ และก็ถนนคนเดิน(pedestrian area หรือ zona pedonale) ละเอียดทีเดียวค่ะ
http://news.comune.fi.it/muoversi/servizi.php?servizi=Servizi


หากหลงขับรถเข้าไปในโซน ZTL แล้วกลับเมืองไทยไปแล้ว โดนจดหมายส่งค่าปรับมาให้ต้องทำอย่างไร

หลักๆ ก็คือหากบัตรเครดิตไม่โดนหักค่าปรับไปแล้ว(ในกรณีที่มีการเซ็นต์ลงนามว่าจะรับผิดชอบกรณีมีค่าปรับในการฝ่าฝืนกฎจราจร ให้ตรวจสอบจากบริษัทเช่ารถ Some car rental agencies might have you sign a form to get permission to charge your credit card in case of fines) ก็จะได้รับจดหมายเป็นภาษาอิตาเลียนให้ไปเสียค่าปรับ พร้อมเบอร์ติดต่อ ซึ่งโดยทั่วไปจะจ่ายผ่านการโอนเงินธนาคาร หรือโดยตรงกับเวป fine collector   www.emo.nivi.it

ซึ่งหากจะไม่จ่ายแล้วทำเฉยจะเกิดอะไรขึ้น คำแนะนำของเจ้าของบล็อกคือ  ทำผิดกฏจราจรของประเทศเค้าก็ควรจะจ่ายเงินค่าปรับ   แต่หากคุณคิดจะไม่จ่ายล่ะ!!  ก่อนอื่นควรทราบว่าการทำผิดกฎจราจรที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินในประเทศอิตาลี  เช่น จอดรถผิดที่ หรือเข้าผิดถนน ถือเป็นการทำความผิดทางแพ่ง ไม่ใช่ความผิดอาญาไม่มีบทลงโทษจำคุก  กล่าวคือ ตำรวจจราจรอิตาลีก็จะไม่ดำเนินการขอความช่วยเหลือจากตำรวจไทยส่งหมายจับตามไปจับกุมคุณถึงประเทศไทย   หลังจากจดหมายฉบับแรกที่เรียกว่า Payment notice หากยังไม่จ่ายค่าปรับภายใน 60 วัน เค้าก็จะส่งใบเตือนให้จ่ายค่าปรับ Official Notification ฉบับแรกด้วยจดหมายลงทะเบียน  หากยังไม่จ่ายอีกภายใน 60 วัน Official Notification ด้วยจดหมายลงทะเบียนฉบับที่ 2 ก็จะตามมาพร้อมด้วยค่าปรับที่สูงขึ้น สูงขึ้นอีกเท่าไหร่ไม่ทราบได้ แต่บางเวปบางคนแจ้งว่าสูงสองเท่าตัว จดหมายเตือนจะส่งมาประมาณ 2-3 รอบก็จะเงียบหายไป

ดูเหมือนว่าการที่จะไม่จ่ายค่าปรับ ทำเฉยเหมือนไม่รู้ไม่เห็นเสีย ก็จะไม่มีผลกระทบใดๆ  ไม่เหมือนการไม่จ่ายค่าปรับในประเทศไทยจะมีผลต่อการต่อทะเบียนรถปีต่อไป   แต่จริงๆ แล้ว หลายเวปไซค์ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า บริษัทเช่ารถผู้เป็นเจ้าของรถอาจจะต้องรับผิดชอบเสียค่าปรับให้ผู้เช่า แล้วถ้าตามเก็บกับผู้เช่าไม่ได้บริษัทเช่ารถก็จะใส่ชื่อผู้เช่าไว้ใน Blacklist ซึ่งจะทำให้ไปเช่ารถที่อื่นไม่ได้ ต่อไปจะไปเช่ารถเที่ยวยุโรป หรือประเทศอื่นๆ ก็จะมีแบล็คลิสต์ตามไป  โดยเฉพาะบริษัทเช่ารถที่เป็นเอเจนซีดีลกับหลายๆ บริษัทเช่ารถ ซึ่งข้อมูลนี้ไม่เป็นที่ยืนยันว่าถูกต้อง

ด้วยความอยากรู้ของเจ้าของบล็อก จึงได้ทำการโทรศัพท์ ไปสอบถามบริษัทเช่ารถดังแห่งหนึ่ง(dealer) ว่าหากมีกรณีที่เช่ารถแล้วโดนค่าปรับตามมาภายหลัง แล้วผู้เช่าไม่ได้เสียค่าปรับ  บริษัทจะดำเนินการอย่างไร   บริษัทตอบกลับมา ว่าปกติก็จะมีการให้ผู้เช่าเซ็นต์ว่าจะรับผิดชอบกรณีมีค่าปรับโดนบริษัทสามารถจะหักจากบัตรเครดิตของผู้เช่าได้ แต่ถ้าเกิดว่าหักเงินจากบัตรไม่ได้(ด้วยสาเหตุใดก็ตามเช่นวงเงินไม่พอ หรือยกเลิกบัตรไป) ก็จะใส่ชื่อผู้เช่านั้นใน Blacklist หรือผู้ที่มีประวัติเช่าไม่ดี ทำให้จะมีปัญหาไม่สามารถเช่ารถได้อีก จนกว่าจะเสียค่าปรับเดิมก่อนและเสียค่าดำเนินการติดตาม(extra expense)ต่างๆ ด้วย

สรุปเจ้าของบล็อกก็เลยแนะนำเพื่อนนักท่องเที่ยวที่โดนค่าปรับอิตาลีไปว่า  ถ้าอยากกลับมาขับรถเที่ยวยุโรปคราวหน้าก็จ่ายค่าปรับครั้งนี้ซะเถอะ

ท่องเที่ยวปลอดภัยและโชคดีทุกคนค่ะ
******

Thanks information from
http://www.tripadvisor.com/Travel-g187893-c146632/Tuscany:Italy:Navigating.The.Ztl.In.Florence.html
และ
http://www.athomeintuscany.org/2011/10/15/pisa-ztl-limited-traffic-zone/
http://www.initaly.com/travel/avoid_tickets.htm

9.3.14

การรถไฟอิตาลี เค้าจัดแคมเปญพิเศษ สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี สามารถนั่งรถไฟอิตาเลียนฟรี


Good news. Kids age <15 years old travel FREE on Italian Trains including le freccie..

ข่าวดีๆ แบบนี้ต้องบอกต่อค่ะ !! เผื่อใครสนใจพาน้องๆ มาเที่ยวอิตาลี การรถไฟอิตาลี เค้าจัดแคมเปญพิเศษ สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี สามารถนั่งรถไฟอิตาเลียนฟรี ทั้งรถไฟแบบปกติ และรถไฟความเร็วสูง ไม่ว่าจะเป็น Frecciabianca Frecciarossa, Frecciargento และ รถไฟ intercity แถมยังได้ฟรีทั้งชั้นประหยัด(2 class)และชั้นพิเศษ(1st class)ด้วยค่ะ ซึ่งปกติแล้วจะฟรีสำหรับเด็กอายุ 0-4 ขวบเท่านั้นเอง

เงื่อนไขโปรแกรมนี้มีว่า

1) ต้องเดินทางในครอบครัวเดียวกันโดยมีพ่อหรือแม่ หรือผู้ปกครอง ของเด็กอย่างน้อย 1 คน กับเด็กๆ ไม่เกิน 4 คน รวมเป็น 5 คนจ่ายแต่ราคาผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กๆ ทั้งหมดฟรี

2) สามารถใช้ซื้อตั๋วเดินทางได้ทั้ง first หรือ second class รถไฟทุกขบวนของFrecciarossa( service-level Business , Premium and Standard) , Frecciargento , Frecciabianca และ Intercity แต่ไม่รวมรถไฟช้า Regional train ที่ราคาถูกอยู่แล้ว และรถไฟวิ่งกลางคืนNight trainsที่มีที่นอนให้

3) ซื้อตั๋วได้ที่สถานีรถไฟ stazione, เอเจนต์ขายตั๋ว, Kiosk บริการซือตั๋วเอง self service และ ออนไลน์ที่ www.trenitalia.com

4) วิธีการซื้อ ถ้าซื้อที่สถานีก็แจ้งเจ้าหน้าที่พร้อม id card ของเด็กๆ ถ้าซื้อออนไลน์หรือ Kiosk ก็ให้คลิ้กช่องเด็กฟรี Bambini gratis ด้วย

5) บนรถไฟ เมื่อมีนายตรวจมาตรวจตั๋วจะต้องแสดงบัตรประจำตัวที่ระบุอายุของเด็กๆ และบัตรประจำตัวผู้ปกครองให้เจ้าหน้าที่ดูด้วย

เท่าที่อ่านดูเค้าไม่ได้ระบุเวลาว่าโปรแกรมสิ้นสุดเมื่อไหร่ ก็ถือว่าอาจจะเป็นแคมเปญต่อเนื่องหรือปล่าว เพราะฉะนั้นอย่ารอช้า พาลูกๆ หลานๆ มาเที่ยวอิตาลีกันนะคะ


เวปที่เกี่ยวข้อง
http://www.trenitalia.com/cms/v/index.jsp?vgnextoid=edbdad6376f99310VgnVCM1000008916f90aRCRD#8

1.10.13

เมือง Grožnjan เมืองศิลปิน "town of artists" Istria, CROATIA

เมือง Grožnjan หรือ Grisignana ในภาษาอิตาเลียน เมืองศิลปิน "town of artists" Istria, CROATIA 



เมืองแห่งศิลปิน เคยรุ่งเรืองเมื่อครั้งอดีตกาลเคียงข้างเมืองใกล้เคียงใน คาบสมุทร Istria อย่าง Buje, Rovinj และ Motovun ในยุคเวเนเซียน เป็นของอิตาเลียนเรื่อยมา จนต่อมาในสมัย Austrian Empire  ราชวงศ์ Harburg ปกครอง istria กษัตริย์ออสเตรีย Francis II เคยเสด็จประพาสเมืองนี้ด้วย ต่อมาออสเตรียพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ อิสเตรีย รวมทั้ง กลับเป็นของอิตาลีอีก ก่อนจะถูกรวมเข้ากับยูโกสลาเวียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และโครเอเชียตั้งแต่ปี 1991 จนถึงปัจจุบัน เคยเกือบเป็นเมืองร้างเมื่อครั้งประชากรซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาเลียนอพยพหนีคอมมิวนิสต์ไปยังอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  

ต่อมาต้องขอบคุณโครงการ Hippy Project ที่โครเอเชีย เปิดเมืองร้างแห่งนี้อีกครั้ง และอนุญาตให้ศิลปินจรทั้งหลายมาจับจองบ้านร้าง เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะ เปิดแกลเลอรี่ สร้างเมืองเหงาๆ ให้กลับมาเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง ปัจจุบัน เมือง Grožnjan กลายเป็นที่พบปะของศิลปิน เกือบทุกแขนง จากทั่วทุกมุมโลก  เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึง ตุลาคม ที่ Grožnjan จากเมืองเงียบๆ ผ่านฤดูหนาวอันยาวนานมาสู่ฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้เบ่งบานทั่วเมือง ศิลปินก็เบิกบานด้วย พวกเค้าจะเดินทางมายังเมืองนี้เพื่อแสดงงานศิลปะ ทั้งนักวาดภาพ นักปั้น นักทอผ้า นักย้อมผ้า นักร้อยสร้อย นักดนตรี นักเต้น นักเล่นโยคะ จิปาถะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ทั้งเมืองเต็มไปด้วยสตูโอของศิลปินต่างๆ และยังมีการจัดคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีต่างๆ มากมาย รวมทั้งเทศกาลดนตรีแจ๊สที่มาชื่อเสียง จนชนะรางวัล The best small jazz festival ในยุโรป มาแล้ว 






Marko Brajkovic จากเมือง สตุ๊กการ์ด ประเทศเยอรมันนี เค้าเรียกตัวเองว่า สถาปนิกอิสระ ศิลปินวาดภาพสีน้ำมัน นักคั้นน้ำมันมะกอก นักเก็บเห็ด Truffle 

เกิดเมื่อ 47 ปี ที่แล้ว ในส่วนหนึ่งของประเทศเซอร์เบีย ระหว่างกำลังศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์เกิดสงครามบอลข่านขึ้น สงครามทำให้เขาและครอบครัวต้องอพยพไปอยู่เยอรมันนี มาร์โคเล่าว่าระหว่างตั้งหลักปักฐานที่เยอรมันทำให้เค้าหยุดทำงานศิลปะไปนานทีเดียว สามปีที่ผ่านมาเค้ากลับมาทำงานศิลปะอีกครั้ง ซื้อบ้านที่เมือง Grožnjan และเปิดสตูดิโอ แสดงผลงานวาดภาพของตัวเค้าเอง รวมทั้งจับมือกันกับเกษตรกรท้องถิ่นสร้างผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน อาทิ น้ำมันมะกอกออแกนิก เห็ด truffle Balsamic Vinegar และ น้ำผึ้ง ภายใต้แบรนด์ Fratellini ขายควบคู่ไปกับการทำงานศิลปะของเค้า มาร์โคมีลูกทั้งหมด 6 คน ทั้งหมดอาศัยอยู่ที่เยอรมันนี รวมทั้งภรรยาของมาร์โคที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้วย ทุกปีเด็กๆ จะมาใช้เวลาปิดเทอมหน้าร้อนกันที่ Grožnjan 



ใครผ่านไปเมือง Grožnjan แวะสตูดิโอของเค้าได้ที่
Marko Brajkovic’s studio
Brace Corvia 14, 52429 Grožnjan Croatia

Website www.apicius-gourmet.com

เมือง Grožnjan ห่างจากเมืองปลายสุดของอิตาลี Trieste เพียงแค่ 50 กม. อยู่ใกล้กับเมืองใหญ่ในคาปสมุทรอิสเตรีย คือ เมือง Buje ที่อยู่ติดพรมแดนสโลวีเนีย พิกัด 45.384948,13.716216

รูปเพิ่มเติม คลิ้กดูที่นี่ 




10.7.13

Roadtrip Report ทริปหนีลูกไปเที่ยว 1,000 กิโลเมตร 4 ประเทศ 5 วัน 4 คืน ตอน 4 เมือง Krk Island + Senj ประเทศ Croatia

Roadtrip Report ทริปหนีลูกไปเที่ยว 1,000 กิโลเมตร 4 ประเทศ 5 วัน 4 คืน  ตอน 3 ขับผ่านเมือง Rijeka สู่เกาะ Krk Island หมู่บ้าน Omišalj และ Krk Town และนอนชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่เมือง Senj ประเทศ Croatia

อู้ไปนานมากๆ เลยค่ะกว่าจะกลับมารีวิว จนไปเที่ยวที่อื่นรวมทั้งโครเอเชียเมืองอื่นๆ อีกหลายต่อหลายทริป จนตัวเองลืมไปแล้วว่าติดค้างงานทริปรีวิวนี้อยู่ อิอิ ซะหน่อยขอให้จบอันนี้ก่อน

สลัดผักสดอร่อยๆ ที่เมือง Krk Town, Croatia  อาหารกลางวันเมื่อวันที่  16.03.2013 


ตอนนี้ว่าด้วย เกาะ Krk Island หมู่บ้าน Omišalj และ Krk Town ตบท้ายด้วย เมือง Senj ที่กลางประเทศโครเอเชียค่ะ หลังจากที่เราขับรถออกจาก Pula กันตอนแรกต้าร์กะว่าจะพาเพื่อนสาวไปแวะที่เมือง Opatija หรือข้ามเกาะไป Mali-Losinj กันดีไม๊ แล้วเราก็ไปถึง Opatija ค่ะ แต่จอดลงกันแป๊ปเดียว เพื่อนสาวเธอเดินดูแล้วบอกงั้นๆ เกิดอยากไปเกาะ Mali-Losinj  ขึ้นมาอีก (ปล. เราไม่ได้จองที่พักอะไรทั้งสิ้นนะคะ ทริปสุ่มลูกเดียวค่ะ) เรากางแผนที่ออกมาดูกัน  เพื่อหาวิธีไป Mali-Losinj กัน กล่าวคือ จาก Opatija เราต้องขับรถเข้า Rijeka ข้ามสะพานไปที่เกาะ Krk Island ไปยังเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า Valbiska ระยะทางประมาณ 154.9 กม. แล้วก็เอารถไปขึ้นเรือเฟอร์รี่อีก  25 นาที  เรือออกทุกๆ 3  ชั่วโมงไปยังเกาะ Cres ขึ้นฝั่งที่เมือง Merag แล้วก็ขับรถต่อไป Mali-Losinj  อีก 68.8 กม. ก็ถึงแล้ว  ไม่ยากเลยเนอะ งั้นไปเที่ยวด้วยกันเลยค่ะ รายละเอียดเกี่ยวกับเกาะ Losinj  ในฝันนี้ ไปดูได้ที่เวปเค้า  http://www.tz-malilosinj.hr/ ที่บอกว่า เกาะในฝันเพราะฝันว่าได้ไป แต่จริงๆ  ต้าร์และเพื่อนสาวไปไม่ถึงหรอกค่ะ ขับรถวนเล่นอยู่แถวๆ เกาะ Krk Island  เกาะที่ติดอยู่กับเมือง Rijeka นั่นแหล่ะ Rijeka ก็ไม่ได้แวะด้วยเพราะเห็นจากถนนบนเขาแล้วมันดูเมืองมันใหญ่โตยุ่งเหยิงเหลือเกิน เลยไม่แวะค่ะ  สบายใจแล้ว ฮาฮ่า แล้วก็ขับออกจากเกาะไปต่อที่เมือง Senj ค่ะ

แนะนำเกาะ Krk Island กันซะหน่อย 
เกาะ Krk Island เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศโครเอเชีย พื้นที่ 405.78 kmอยู่ใกล้แผ่นดินใหญ่ราวๆ 35 กม. จากเมือง Rijeka บนเกาะประกอบด้วยเมืองเล็กๆ 7 เมือง ดังนี้
1.Krk town(อิตาเลียน Veglia) ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะ
2.Omišalj (อิตาเลียน Castelmuschio)
3.Malinska (อิตาเลียน  Malinsca )
4.Punat
5.Dobrinj
6.Baška
7.Vrbnik

เราได้แวะเที่ยว 3 เมืองแรกค่ะ คือ Krk Town, Omišalj และ Malinska ขอบอกเงียบเป็นป่าช้าทุกเมืองเลยค่ะยกเว้น Krk Town เมืองหลัก ที่พอมีผู้มีคนบ้าง แถมหนาวจับใจ อิอิ พอดีไปเที่ยวผิดเดือนมีนาคมค่ะ

ประวัติเกาะ krk island คร่าวๆ คล้ายกับเมืองอื่นในแถบชายฝั่งทะเลเอเดรียติกทั้งหลายเป๊ะๆ เลย คือ สร้างตั้งแต่สมัยโรมันกว่า 3000 ปีมาแล้ว ต่อมาเป็นของไบเซนไทน์ คตวรรษ 6- 12 ยุคเวเนเซียนนานที่สุด 600 กว่าปี คตวรรษที่ 12-18  ต่อมาเป็นของออสเตรีย-ฮังการี อีก 100 กว่าปีต่อมา กลับมาเป็นของอิตาลีอีกครั้ง (1918-1943) สงครามโลกครั้งที่สอง โดนเยอรมันยึดอีก 2 ปี 1943-1945 ต่อมารวมเข้ากับยูโกสลาเวีย 41 ปี และแยกออกมาอยู่กับ โครเอเชีย เมื่อปี  1991 แต่จากการเยี่ยมชมเกาะ Krk ล่าสุดในทริปนี้ของต้าร์  คิดว่าเกาะนี้โดนเยอรมันยึดไปพอสมควรทีเดียวค่ะเพราะจากที่สังเกตจากจำนวนรถที่มีน้อย แต่ส่วนใหญ่ป้ายทะเบียน D ทั้งนั้นเลย แล้วก็เห็นโฆษณาขายอพาร์ทเม้นต์ต่างๆมีภาษาเยอรมันกำกับด้วย เพื่อนสาวชาวโปแลนด์ที่รู้ภาษาเยอรมันด้วยอ่านได้ใจความว่าเอเจนซี รับจัดการการซื้อขายพิเศษอสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวเยอรมัน

จะไปเที่ยว ก่อนอื่นต้องแนะนำให้รู้จักสะพานข้ามไปยังเกาะ Krk island ซะก่อนค่ะ ขับข้ามสบายเลยไม่ได้ต้องนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากเหมือนเกาะอื่นๆ เพราะไม่ไกลจากฝั่งมากค่ะ


ที่แรกที่เราไปเที่ยวก็คือเมือง Omišalj เพราะอยู่ใกล้สุด น่ะซิ ไม่หรอกเพราะเพื่อนสาว แอบไปดูวีดีโอยูทูปของเมืองนี้มาแล้วร้องกรี๊ดว่ามันน่ารัก คึกคัก (หน้าร้อนน่ะซิ) เพราะพอเราไปถึงไม่มีคนเลยแม้แต่คนท้องถิ่นร้านอาหารก็ปิด โบสถ์ที่อยากดูภายในก็ปิด ซากปรักหักพังโรมันก็ไม่ให้เข้า เรือเฟอร์รี่ก็ไม่แล่นค่ะ 

กดดูวีดีโอนี้ค่ะ เมือง Omišalj นี้น่ารักน่าเที่ยวมากๆ  แนะนำให้ไปหน้าร้อน




ขับรถมาถึงไม่พูดพล่ามทำเพลงเห็นร้านกาแฟที่เปิดอยู่ร้านเดียวสั่งกาแฟลาเต้มาอุ่นเครื่อง ก่อนเลยค่ะ เห็นเครื่องแต่งกายแล้วก็รู้ว่าหนาวนะคะ


Omišalj - church เพื่อนสาวเสื้อแดงเห็นหลังไวๆ เงียบไม๊ล่ะคะมีแต่เราสองคน 
  

พยายามจะบุกรุกเข้าไปในโบสถ์ด้วยค่ะ เพราะเห็นจากวีดีโอมันสวยมาก แต่ไม่สำเร็จเข้าไม่ได้อ่ะค่ะ หุหุ

ที่ลานแสควร์ของเมือง มีกันอยู่เท่าเนี่ย ต้าร์กับคุณลุงหนึ่งคนที่ร้านกาแฟ
ในวีดีโอที่เพื่อนสาวให้ดู หน้าร้อนคนมาเต้นรำกันคึกคัก 

 วิวทะเลเมือง Omišalj สวยดี แต่เดือนมีนาคมหนาวจริงเล้ย

ท่าเรือจอดเงียบฉี่ เจ้าของคงหนาวอยู่เยอรมัน
ปิดท้ายด้วยรูปนี้ น่ารักดีเนอะ อยากได้หลังสีเหลือง

เยี่ยมเมืองร้าง เอ้ย เมือง Omišalj เหงาจัง เสร็จเราก็ไปกันต่อค่ะ เผื่อมันจะคึกคักมากขึ้นหน่อย โดยสรุปเมือง Omišalj น่ารักมากค่ะ แต่ควรจะมากันหน้าร้อน เพราะอย่างที่บอกเดือนมีนาคมที่ร้อนตับแลบที่เมืองไทย แต่โครเอเชียเย็นจังเล้ย ลมแรงด้วยค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างปิดหมดด้วย  ณ ตรงนี้เราสองคนก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ควรจะขับรถเลยไปถึง Mali-Losinj!! เพราะที่นั่นน่ะมันเป็นเมืองตากอากาศหน้าร้อน ถ้าไปคงได้ผีหลอกกันบ้าง  แถมมันไม่มีสะพานข้ามไป  จะข้ามด้วยเรือเฟอร์รี่ข้ามเกาะสงสัยจะไม่มีแน่ๆ 

แต่มาถึง Krk island แล้วต้องดูให้ทั่วเกาะ เราก็เลยขับต่อไปมั่วๆ โดยเลือกขับตามรถป้ายทะเบียนเยอรมันเจ้าถิ่นที่ขับเร็วม้าก เพราะถนนว้างว่าง ไปถึงเมือง Krk town เมืองหลักทางใต้ของเกาะ แล้วก็ต้องร้องอู้ สวยค่ะเมือง Krk Town ถึงจะคนเงียบเหมือน Omišalj แต่ก็คึกคักกว่าเพราะเป็นเมืองหลวง แต่ร้านค้าที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย อย่างร้านขายของที่ระลึก สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่เปิดให้เข้าดูค่ะ อ้าวไม่เปิดก็ไม่เปิด เราก็เลยเดินเล่นตามชายหาดค่ะ ด้วยชุดหมีน้อยเต็มยศของเรา อย่าตกไปในน้ำเชียวหนาวแน่ ๆ 


Lighthouse สีแดง โดดเด่น เห็นในอินเทอร์เน็ตเค้ารูปสวยเลยถ่ายแบบนี้มั่ง

กำแพงเมืองเก่า

อีกด้านนึงของเมืองมองไปเห็นเรือลอยล่องอยู่ เบื้องหลังคือโบสถ์ประจำเมือง ที่ปิด แต่คงจะเปิดวันอาทิตย์ให้คนทำมิซซามั้งคะ 

เรือลำน้อยที่มีอักษรย่อ เหมือนข้าพเจ้าเลย KK

อีกมุมสวยๆ 


ผับที่ปิดเงียบเพื่อนเลยอดกินเบียร์เลย


สุดท้ายมาสิ้นสุดที่ร้านอาหารใกล้ชายหาดมีโต๊ะว่างหลายโต๊ะค่ะ ได้หม่ำสลัดหน้าตาดีรูปข้างบนไป ถามเพื่อนสาวว่าชอบ Krk island ไม๊ เพื่อนบอกว่าคงจะชอบมากกว่านี้ ถ้าไม่เหงาหงอย  ไม่หนาวและเล่นน้ำได้
อ้าว แล้วทำไมชวนมาหน้าหนาวล่ะจ๊ะเพื่อน



ก่อนออกจาก Krk Island เราขับรถ Test drive เล่นเพราะเห็นถนนมันว่าง ไปเผลอแวะที่ Malinska ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เลยแวะซะหน่อย เหงาหงอยเหมือนเดิม นี่ถ้าใครรักการท่องเที่ยวแบบปลีกวิเวก หน้าหนาวที่นี่เหมาะมากเลยนะคะ 

ดูรูป Malinska ที่ขับรถผ่านไปค่ะ  สวยน่ารักดี แต่คล้ายๆ กันไปหมดคือมีท่าเรือเรือจอดเพียบแต่เจ้าของไปไหนไม่รู้ 

ต้นไม้เหงาๆ รอคนมาเยือนในหน้าร้อน

เรื่อที่ Malinska เค้าอักษรย่อ MK ค่ะ

**********

ถึงตอนนี้เราสองคนเริ่มหาว ที่เวลาบ่ายสามยังไม่สำนึกว่าเรายังไม่มีที่ซุกหัวนอนกันคืนนี้ เพราะไม่ได้จองโรงแรมอะไรกันไว้เลย  เราก็เอาแผนที่ขึ้นมากาง เพื่อนสาวก็จิ้มไปที่เมือง Senj บอกว่าฉันจะนอนตรงนี้ เธอขับรถพาไปนะ  เดี๋ยวจัดให้จ้า  ที่เลือกเมือง Senj เพราะเป็นเมืองริมทะเลที่อยู่ก่อนถนนเส้นในเส้นทางไปยัง Plitvice น่ะค่ะ  ดูแผนที่


จาก Malinska มายังเมือง Senj ขับรถเลียบมาตามชายฝั่ง ประมาณ 1 ชั่วโมง ถนนสวยงามเห็นวิวทะเลเอเดรียติก และขับไม่ยาก เพื่อนสาวหลับมาตลอดทางเลย ไม่ได้แวะแชะๆ แต่อย่างใด 

มาถึง Senj แล้วค่ะขอเล่าเกี่ยวกับเมืองนี้ให้ฟังซะหน่อย 
มีใครรู้จักลมโบร่า (Bora)บ้างคะ ใครไม่รู้จัก เล่าให้ฟังอีกรอบ 

{*ลมโบร่า Bora  เกิดจากการปะทะกันของความกดอากาศอย่างเฉียบพลันในบริเวณเทือกเขาจูเลียนแอลป์ในประเทศสโลวีเนียและโครเอเชียเกิดเป็นลมปะทะรุนแรงพัดลงจากทางเหนือของสโลวีเนียลงใต้ไปสู่ทะเลเอเดรียติก ความเร็วลมโดยเฉลี่ย 100 กม. ต่อชม. ความเร็วลมสูงสุดที่เคยวัดได้ถึง 200 กม. ต่อ ชม. ทีเดียว  ลมโบร่าจะทำให้อุณหภูมิลดต่ำอย่างรวดเร็วถึงระดับต่ำกว่าศูนย์ ต่ำสุดที่เคยวัดอยู่ที่ประมาณ -18 องศาเซลเซียส ลมโบร่าโดยมากเกิดในฤดูหนาวจะพัดอยู่แถบประเทศสโลวีเนีย บางส่วนของประเทศโครเอเชียที่คาบสมุทร Istria และเมืองทรีเอสเต้ ลมโบร่าบางครั้งสร้างความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างและอันตรายแก่ผู้คนโดยเฉพาะถ้าออกไปเดินในตอนที่ลมแรงมากอาจจะมีสิ่งของปลิวมาโดนศรีษะหรือหกล้มลื่น เคยมีรถบรรทุกคว่ำกลางเมืองทรีเอสเต้เนื่องจากลมโบร่ามาแล้ว}

คำโบราณของคนแถวนี้เค้าว่า  "The Bora is born in Trieste, it gathers its force in Rijeka and reaches full magnitude in Senj." เมือง Senj คือเมืองที่ลมโบร่าพัดรุนแรงที่สุดค่ะ !!! 

พอต้าร์บอกแม่สามีเท่านั้นแหล่ะว่าจะมานอนที่เมือง Senj ร้องอุทาน อุแม่เจ้า เลยค่ะ เนื่องจากกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วเค้าเคยผ่านมาที่เมืองนี้ ขณะที่มีลมโบร่าพัดอย่างรุนแรง  เค้าจะขับรถหนีออกนอกเมือง ตอนเปิดประตูรถเพื่อเข้ารถปรากฎว่าปิดประตูเกือบไม่ได้ ลมพัดจนประตูเกือบหักเลยค่ะ จนจำฝังใจเค้าเลย

นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องลมโบร่าที่พัดรุนแรงแล้ว ที่เมืองนี้ยังเป็นเมืองโบราณมีอายุกว่า 3,000 ปี และมีป้อมปราการใหญ่ตั้งบนเนินเขา สร้างคตวรรษที่ 16  เรียกว่า Fortress Nehaj  ยังเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Senj อีกด้วย

******************

กลับมาเรื่องที่พัก เราไม่ได้จองมา ทายซิว่าเราไปนอนที่ไหนกัน

ท้าทายมากเลยค่ะ เพราะโรงแรมที่เมือง Senj มีน้อยแล้วก็ยังไม่เปิด เราขับรถมาถึงเมือง Senj ตอนราวๆ เกือบ 6 โมงเย็นแล้ว เพื่อนสาวผู้ออกตัวตั้งแต่แรกว่าอยากมาพักเมืองนี้ และจะเป็นผู้รับผิดชอบหาที่พักเอง เริ่มหน้าซีด เมื่อเห็นโรงแรมแรกที่เราคิดว่าจะไปพักตามคำแนะนำของไกด์บุ๊กปิด เธอเลยต้องหาใหม่จากรายชื่่อในไกด์บุ๊ก แล้วเราก็เริ่มขับรถทัวร์รอบเมืองกัน เราไปถามหาโรงแรมอีก 2 ที่ ปิดหมดค่ะ จนสุดท้ายยังคิดกันว่าขับไปต่อ Plitvice แล้วนอนที่นั่นจะดีไม๊ แต่แล้วเพื่อนก็ได้ไอเดีย เห็นป้ายที่พักให้เช่าบนเนินเขา 2-3 ป้าย ก็บอกว่าเราถามตรงนั้นก่อนดีไม๊ ต้าร์ก็ขับรถขึ้นเนินเขาไปตามถนนแคบๆ เราก็เห็นบ้าน 2 หลังบอกว่าเป็นอพาร์ทเม้นต์ให้เช่า หลังแรกกดกริ่งไม่มีคนเปิด และหลังที่สองนี่ล่ะที่โชคเข้าข้างเรา Apartment Laura คนมาเปิดเป็นชายเจ้าของบ้านที่พูดอังกฤษได้นิดหน่อย ตอนแรกบอกว่ายังไม่เปิด แต่เราขอร้องว่าขอเช่า แค่คืนเดียวเถอะนะ ไม่ต้องมีอาหารเช้าก็ได้ พรุ่งนี้ก็จะไปแล้ว เค้าก็บอกว่าโอเค พาไปเปิดห้อง เราก็ต้องร้องว้าว ห้องใหญ่ 2 ห้องนอน 2 เตียง(แต่เราขอทำเตียงเดียว) สะอาด ใหม่ อุปกรณ์ครบครัน ดูดี และวิวงามมากเลยค่ะ ทั้งวิวทะเลและวิวภูเขาเห็น Fortress ด้วย  ราคาได้มาถูกเหลือเชื่อ 40 ยูโร เอง จากราคาปกติที่ภายหลังเรามาดูในเวปเค้า 90 ยูโร 

ได้ที่พักแล้วก็สบายใจจัง นั่งดื่มชาที่เค้าจัดให้ชมวิวพระอาทิตย์อย่างเก๋เลย  หน้าตาห้องพักค่ะ



พระอาทิตย์ตกดินที่เมือง Senj  สวยหยาดเยิ้ม  ถ่ายจากระเบียงที่พัก อพาร์ทเม้นต์เลาร่า


หน้าตา Fortress Nehaj ค่ะ รูปนี้ถ่ายมาจากระเบียงที่พัก เราไม่ได้เข้าไปเพราะปิด และตอนเช้าก็ออกเดินทางแต่เช้า

หลังจากเข้าห้องพักก็มาเดินเล่นที่ท่าเรือที่ Senj พลบค่ะพอดี 


ค่ำคืนที่ Senj  ลมแรงค่ะ 


Senj ตอนเช้าตรู่สวยดี  มองออกไปเห็นเกาะลิบๆ 


ข้างๆ อพาร์ทเม้นต์ก่อนขับรถจากมา เต็มไปด้วยต้น Almond ที่ออกดอกสะพรั่ง 


ตอนเช้าก่อนแปดโมงเราก็อำลา Apartment Laura ที่ Senj ออกเดินทางกันต่อไปยังอุทยานแห่งชาติชื่อดังของโครเอเชีย  Plitvice วิวตอนเช้าที่ Senj สวยสดชื่นจริงๆ อาการก็เย็นแต่ขอบอกที่ Plitvice เย็นกว่ามากเตรียมเสื้อกันหนาวรองเท้าลุยหิมะให้พร้อมเลยค่ะ 


ส่งท้ายกันหน่อย 
Krk Island เหมาะกับการมาเที่ยวหน้าร้อนเพราะมีเย็นมาก มีหาดหินกว้างๆ ให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำ จากที่ดูในวีดีโอ มันจะมีกิจกรรมรื่นเริงต่างๆ มากกว่า ทั้งเทศกาลของเมือง รวมทั้งร้านอาหาร ร้านค้า ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะเปิดให้ชมตั้งแต่กลางเดือนเมษายนไปจนถึงตุลาคม พฤศจิกายนถึงมีนาคม ไม่ควรมาเที่ยวเพราะทุกอย่างปิดหมด 

Senj เป็นเมืองเล็กๆ น่ารัก ควรค่ากับการแวะระหว่างทาง เยี่ยมชม Fortress Nehaj และเดินชมเมืองเก่าที่มีโบสุถ์และบ้านเรือนเก่าปนใหม่ นอกนั้นก็ไม่มีอะไร นอกจากใครขับเรือมาอาจจะแวะเล่นน้ำเล่นที่นี่ก็ได้  

การเดินทาง การเดินทางไป Krk Island และ Senj นั้น  คิดว่าคงมีรถบัสบ้างเหมือนกัน แต่น่าจะน้อยมากและมีเฉพาะหน้าร้อนจากเมือง Rijeka เพราะไม่ใช่เมืองใหญ่ ดีที่สุดคือขับรถไปเองค่ะ 
อ้อ ที่เกาะนี้มีสนามบินด้วยค่ะ มีสายการบินโลวคอสจาก Easyjet Ryanair จากอังกฤษ เยอรมัน และสแกนดิเนเวีย มาบินลงทีนี่เฉพาะหน้าร้อน 

ที่พัก  ถ้าอยากพักจริงๆ แนะนำได้ที่เดียว เพราะที่อื่นไม่เคยลอง คือ อพาร์ทเม้นต์ Laura ที่ Senj 
ตอนที่เราไปพักห้องใหญ่ได้ราคาถูกมาก 40 ยูโรค่ะ เวป http://www.app-laura.com/index.php/en/apartments ถ้าจะพักที่อื่นลองดู Hostelworld.com หรือ Booking.com นะคะ 




อยากพูดคุยหรือทักทายกันได้ ขอรบกวนไปที่ Facebook.com/BlueSeaTriesteItaly นะคะ
ไม่ได้เซตให้รับข้อความอัตโนมัติที่ Blog นี้ค่ะ



22.4.13

ดอกซากุระ หรือดอกเชอร์รี่ Cherry blossom ที่เมือง Gorizia อิตาลี และ Brda ประเทศสโลวีเนีย


เก็บภาพดอกเชอร์รี่ Cherry blossom หรือ Sakura ในภาษาญี่ปุ่น 
สวยๆ ในแถบเมือง Gorizia และ Brda ประเทศสโลวีเนียมาฝากกันค่ะ   

พวงดอกเชอร์รี่สีขาวสะอาดตา เบื้องหลังเป็นไร่องุ่นบนเนินเขา 

ดอกเชอร์รี่ใกล้ๆ อีกนิด 

แถวต้นเชอร์รี่กิ่งเอียงเข้าหากัน เป็นไอเดียเก๋ๆ เผื่อใครอยากมาแต่งงานใต้ต้นเชอร์รี่นะคะ

มีเด็กที่บ้านมาวิ่งเล่นอยู่คนนึง

สวนเชอร์รี่แถวๆ นี้ หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ 

วิวเบื้องหลังต้นเชอร์รี่ ไร่องุ่นบนเนินเขา 

ช่อดอกเชอร์รี่นี้มองเห็นลูกมันโผล่ออกมาแล้วค่ะ

หลังจากดอกเชอร์รี่โรยรา อีกประมาณเดือนกว่าๆ มันก็จะกลายเป็นลูกเชอร์รี่ห้อยระย้า ประมาณนี้ล่ะค่ะ   


ดอกเชอร์รี่สีขาวแบบนี้จะเป็นพันธ์ที่ออกลูกเชอร์รี่รสชาดดีของพื้นที่แถบนี้ แต่นอกจากสีขาวแล้ว ก็ยังมีต้นเชอร์รี่ที่มีดอกสีชมพู พบโดยทั่วไปตามบ้าน ในเมืองก็ตามสวนสาธารณะต่างๆ  แต่จะเป็นชนิดที่ไม่ออกลูก ปลูกเพื่อความสวยงามของดอกไม้เท่านั้นค่ะ 

ดอกซากุระบานที่สนามเด็กเล่นที่เมือง Trieste ต้นนี้ไม่มีลูกค่ะ 



ถ้าใครมีโอกาสมาเที่ยวประเทศอิตาลีแถบภูมิภาคนี้ ในระหว่างกลางเดือนเมษายน ต้องไม่พลาดมาชมดอกเชอร์รี่ หรือซากุระบาน สไตส์อิตาเลียนปนๆ สโลวีเนียน แม้จะไม่อลังการ์เหมือนซากุระของประเทศญี่ปุ่น แต่ก็สวยงาม เพลิดเพลิน เจริญตา เจริญใจ ไม่แพ้ใครเลย แถมคนไม่เยอะด้วยซิ  แล้วพอรออีกซักประมาณหนึ่งเดือนกว่าราวๆ ปลายเดือนพค.ถึงมิถุนายน ดอกเชอร์รี่แสนสวยเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนเป็นลูกเชอร์รี่แสนอร่อยมาให้หม่ำๆ กัน ชุ่มฉ่ำไปเลย เพราะว่ามันจะเยอะมากแล้วก็ราคาถูกอีกด้วยค่ะ


*****************


เล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับดอกซากุระ หรือดอกเชอรรี่

แต่ก่อนที่จะย้ายมาอยู่อิตาลี เวลาต้าร์นึกถึงดอกซากุระหรือ ดอกเชอร์รี่ ก็จะนึกถึงประเทศญี่ปุ่นก่อนอื่นเลยเพราะว่าเป็นประเทศที่โด่งดังเรื่องดอกไม้โชว์ลักษณะนี้  เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ต้าร์เคยเกือบจะซื้อตั๋วไปเที่ยวญี่ปุ่นเพราะอยากไปดูดอกซากุระนี้โดยเฉพาะด้วย แต่เผอิญเปลี่ยนเป้าหมายไปเที่ยวประเทศออสเตรเลียแทนซะก่อนก็เลยอดไปญี่ปุ่น แล้วต่อมาก็ย้ายมาอยู่ที่ไอร์แลนด์และอิตาลีตามลำดับ  จนถึงป่านนี้ก็ยังหาโอกาสไม่ได้ไปดูดอกซากุระที่ญี่ปุ่นเลยค่ะ  

Cherry blossom festival in Japan รูปเทศกาลดอกซากุระบานที่ประเทศญี่ปุ่นที่เคยอยากไปดู
credit : Attila JANDI / Shutterstock.com

พอได้ย้ายมาอยู่ที่ยุโรปนี่  ก็มีดอกเชอร์รี่ หรือซากุระให้ดูด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่นแล้ว ตอนแรกๆ เวลาที่ยินชื่อ ดอกซากุระหรือดอกเชอร์รี่ ต้าร์ก็จะนึกว่าต้นเชอร์รี่ทุกต้นผลิตลูกเชอร์รี่  ยังนึกเลยว่าคนญี่ปุ่นนี่เค้าโชคดีเนอะ มีต้นเชอร์รี่เยอะแยะให้ทั้งดอกสวยๆ ทั้งลูกเชอร์รี่ให้ดูให้กินกลางเมืองเลย  แต่จริงๆ แล้วที่ถามมา ปรากฎว่ามันไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ   เพื่อนที่ญี่ปุ่นบอกมาว่า ต้นเชอร์รี่ หรือซากุระที่ญี่ปุ่นนั้น มันออกแต่ดอกอย่างเดียว ไม่มีลูกออกมาด้วย พอไปอ่านเพิ่มเติมอีกทีในเวปต่างๆ ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมมาว่า  ต้นเชอร์รี่ มีหลายแบบ หลายพันธ์ มีเพียงบางพันธ์เท่านั้นที่ออกลูกเชอร์รี่ นอกนั้นจะเป็นต้นเชอร์รี่ที่ปลูกเพื่อความสวยงาม(Ornamental Tree - beautiful than useful) จะไม่ผลิตลูกเชอร์รี่แต่อย่างใด  ดอกร่วงแล้วก็ร่วงเลยไม่ได้งอกลูกออกมา อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง 

แต่โชคดีที่แถวๆ ที่อิตาลี มีภูมิอากาศเหมาะสมกับการปลูกเชอร์รี่แบบที่กินได้  และเป็นแหล่งผลิตแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งในโลกอีกด้วย(อิตาลีผลิตเชอร์รี่เป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากตุรกี อเมริกา และอิหร่าน (ข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Cherry)  ก็เลยโชคดีที่ได้ดูทั้งดอกเชอร์รี่สวยๆ และได้กินลูกเชอร์รี่อร่อยๆ อีกด้วย  จริงๆ แล้วเกือบทั้งประเทศอิตาลีมีแหล่งปลูกเชอร์รี่มากมาย ที่มีชื่อเสียงได้แก่ ในแคว้น แถบ Veneto ทางตอ.เฉียงเหนือ และ แถบ Puglia ทางใต้ของอิตาลี นอกจากในอิตาลีแล้ว  ในประเทศใกล้เคียงอย่างประเทศสโลวีเนีย ในแคว้น Brda ที่มีพรมแดนติดกับเมือง Gorizia, Italy นอกจากปลูกองุ่นทำไวน์แล้วเค้า ก็ปลูกผลไม้อย่างเชอร์รี่ แพร์ พีช ขายเป็นสินค้าสำคัญเหมือนกัน    เกี่ยวกับ Collio Goriziano และ Brda http://blueseatrieste.blogspot.it/2012/11/brda.html

บรรยากาศดอกเชอร์รี่บาน ที่ประเทศอิตาลี 
เบื้องหลังบนเนินเขามีตึกรามและโบสถ์สไตส์อิตาเลียน สวย สงบ สง่า  

*****************
หวังว่าคงจะ ชอบซากุระ หรือ ดอกเชอร์รี่ ของอิตาลีกันนะคะ 
เดี๋ยวพอเชอร์รี่ ออกลูกแล้วจะไปเก็บ(รูป)มาฝากนะคะ 

ดูรูปเพิ่มเติม พูดคุยหรือทักทายกันได้ ขอรบกวนไปที่ Facebook.com/BlueSeaTriesteItaly
ไม่ได้เซตให้รับข้อความอัตโนมัติที่ Blog นี้ค่ะ

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...